สาวสปาปล่อยโฮ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน “จำคุก” 10ปี รองปลัดยุติธรรม-ดีเอสไอ-ทนายระดมเงินประกัน

5.10.17 | 18:46 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน “จำคุก” สาวสปา 10ปี หลังร้องขอสำนักงานยุติธรรมภูเก็ต กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ช่วย เจ้าตัวแม่และญาติถึงกับร้องไห้โฮ ยันต่อสู้ถึงศาลฎีกา

วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ที่ศาลจังหวัดตรัง พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทนายความ และนายมาร์ค พิทบูล ทนายความเพื่อสังคม นำนางสาวปวิตรา กองกำพล อายุ 32 ปี หรือพลอย สาวสปา จ.ภูเก็ต (จำเลย) และ นางชญาดา สระศรี (แม่) เพื่อนร่วมงาน เดินทางมา รับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีข้อหา ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ ตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง เมื่อปี 2549 โดยทรัพย์ดังกล่าว ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ พระเครื่องหลวงพ่อโสธร และเงินสด รวมทรัพย์สินทั้งหมด 759,000 บาท และต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2559 ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดพิพากษาจำคุก 10 ปี และปรับเป็นเงิน 289,000 บาท

หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว นางสาวปวิตรา ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน จึงร้องขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่อมา ดีเอสไอ ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้
โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 40 นาที และได้อ่านคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น คือ สั่งจำคุกจำเลย เป็นเวลา 10 ปี และปรับเป็นเงิน 289,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานต่างๆที่ฝ่ายจำเลยได้ยื่นมา ไม่สามารถนำมาหักล้างข้อกล่าวหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการเพียงลำพังร่วมกับจำเลย โดยไม่มีการตั้งคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นร่วมทำงานด้วย จึงฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นดังกล่าว

ทำให้นางสาวปวิตรา คุณแม่ และเพื่อนๆ ต่างก็พากันร่ำไห้ โดยรองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทีมทนาย และทนายเพื่อสังคม ได้ช่วยกันระดมเงินจำนวน 63,000 บาท เพื่อเช่าหลักทรัพย์ วงเงิน 4.5 แสนบาท เพื่อยื่นต่อศาลขอประกันตัวนางสาวปวิตราในทันที โดยศาลให้ประกันตัวในเวลาประมาณ 14.00 น.

พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวหลังทราบคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า ทางกระทรวงยุติธรรมก็ยังยืนยันว่า นางสาวปวิตราเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็จะศึกษาคำตัดสินของศาลเพื่อแก้ไข และรวบรวมหลักฐาน หาแนวทางการต่อสู้ในชั้นศาลฏีกาต่อไป จะไม่ทิ้งจำเลยอย่างแน่นอน แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียดของเหตุผลต่างๆที่ศาลยกมา และมองว่าพยานหลักฐานทุกชิ้นที่กระทรวงยุติธรรมยื่นเสนอไปต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์มีอะไรบ้าง ฟังไม่ขึ้นเพราะเหตุใด

Advertisement

“ทีมงานทุกคนได้ระดมเงิน เพื่อเช่าหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวจำเลยออกมา เพื่อให้จำเลยได้รู้สึกว่า กระทรวงยุติธรรม รวมทั้งภาคประชาชนจะไม่ทอดทิ้งเขา พร้อมยืนเคียงข้าง และจะแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฏีกาต่อไป ส่วนที่ศาลไม่ฟังหลักฐานที่คณะทำงานของกระทรวงยุติธรรมที่เข้ามาดูแลคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ โดยมองว่าไม่ได้มีในขณะต่อสู้ในระดับศาลชั้นต้น และเข้ามาดำเนินการเพียงลำพังร่วมกับฝ่ายจำเลย จึงไม่น่าเชื่อถือ” พ.ต.อ.ดุษฏี กล่าว

พ.ต.อ.ดุษฏี กล่าวอีกว่า ปกติการทำงานของคณะทำงาน ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบและร่วมกันทำงาน จึงมีบางส่วนที่ร่วมมืออย่างตรงไปตรงมา แต่บางส่วนก็แอบให้ข้อมูล บางส่วนไม่กล้าเข้ามา แต่ก็ตำหนิกันไม่ได้ เพราะเรามั่นใจว่า ตัวจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จะยากแค่ไหน ก็ต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อความยุติธรรม จะท้อไม่ได้ ต้องทำเพื่อประชาชน ทุกคนได้กำลังใจจะไม่ทอดทิ้ง จะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป
ทางด้านนางชญาดา(แม่) กล่าวว่า หลักฐานที่ยื่นไปศาลไม่รับฟัง ก็ต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล ก็ต้องยื่นฏีกาต่อไป เพราะลูกสาวไม่ได้ทำ ผู้เสียหายแค่ชี้ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน และมีหลักฐานอื่นๆซึ่งไม่ใช่ตัวลูกสาว โดยตั้งแต่การต่อสู้ในศาลชั้นต้นแล้ว ตัวแม่เองก็ไม่มาร่วมด้วย เพราะทั้งแม่ และลูกสาวก็ไม่รู้เรื่องกฎหมาย คิดอย่างเดียวว่า ไม่ได้ทำเชื่อว่าศาลจะต้องยกฟ้อง แต่ศาลเชื่อหลักฐานของฝ่ายโจทย์ที่มาชี้ตัวยืนยันว่าลูกสาวเป็นผู้กระทำ จึงต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ลูกสาวติดคุกเป็นเวลา 10 ปี ยืนยันจะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป แม้จะท้อแท้ก็ตาม