เมื่อวันที่ 20 มกราคม ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปิยะ จุลกิตติพันธ์ หรือนายพงศธร บันทอน ในความผิดฐานหมิ่นสถาบัน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา14(3)(5)
คำฟ้องระบุว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เวลาใดไม่ปรากฎชัด ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 เวลาใดไม่ปรากฎชัด ต่อเนื่องกัน จำเลยได้หมิ่นสถาบันโดยการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2 ข้อความ อยู่บนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 ภาพ ในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้ชื่อว่า นายพงศธร บันทอน (SIAMAID) โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.ตำบลสำโรงกลางอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ , อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม , อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และที่นอกราชอาณาจักร เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายปิยะ จำเลย มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งตลอดการพิจารณาคดีจำเลยไม่ได้รับการประกันตัว
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์มีพนักงานสอบสวนและผู้ที่ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีเบิกความว่ามีผู้โพสต์ข้อความที่อยู่บนพระบรมฉายยาลักษณ์ แล้วนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยการนำลงเฟซบุ๊กในชื่อนายพงศธร บันทอน (SIAMAID) ซึ่งการกระทำนั้นมีเจตนาทำให้ประชาชนสามารถที่จะข้าถึงข้อมูลของการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งปรากฎข้อเท็จว่ามีผู้แชร์จำนวนมาก ดังนั้นจึงฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3)(5) ส่วนจำเลยได้เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ นายพงศธร บันทอน (SIAMAID) หรือไม่เห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวน เบิกความรับฟังได้ว่าหลังจากมีการตรวจสอบจำเลยเคยมีประวัติที่เจ้าหน้าตำรวจ สน.ดอนเมืองดำเนินคดีกรณีได้สวมตนในบัตรประชาชนผู้อื่น เป็นการปกปิดที่อยู่จำเลย โดยจำเลยได้มาเปิดใช้เฟซบุ๊กชื่อ นายพงศธร บันทอน (SIAMAID) จึงน่าเชื่อว่าพฤติการณ์ของจำเลยได้พยายามปกปิดตนเองไม่ให้ตามตัวได้
และยังฟังได้จากคำเบิกความจำเลยว่าเคยเฟซบุ๊กระหว่างปี 2553-2554 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้แจ้งให้กูเกิลลบข้อความแล้วแต่ไม่ปรากฎว่าจำเลยมีพยานอื่นมานำสืบและการแจ้งนั้นกลับเป็นช่วงหลังเกิดเหตุ 1 ปี พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา14(3)(5) ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 112 ให้จำคุก 9 ปี แต่คำให้การให้ชั้นสอบสวนและพิจารณาเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู้บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 6 ปี
ภายหลังนายปิยะ จำเลย กล่าวว่า จะปรึกษาทนายความ ที่จะพิจารณาเรื่องการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

