เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) น.ส.ราตรี รัตนชัย อายุ 40 ปี มารดา พร้อมด้วย นายบรรหาร รัตนชัย อายุ 37 ปี น้าชาย และน.ส.สุดาทิพย์ รัตนชัย อายุ 29 ปี น้าสาว ของน.ส.วิลาวรรณ หลีดลหมาน อายุ 16 ปี เข้าขอความเป็นธรรมต่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังน.ส.วิลาวรรณ ถูกรถยนต์ชนเสียชีวิตแต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิในการเยียวยาค่าเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.พ.59 ที่จ.สุราษฎร์ธานี
นายบรรหาร กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะน.ส.วิลาวรรณพักผ่อนอยู่ในบ้านเลขที่ 37 ม.5 ต.คลองศก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีเพื่อนหญิง 2 คน ซึ่งเป็นพี่น้องกันขับจักรยานยนต์มาที่บ้าน เพื่อชวน น.ส.วิลาวรรณออกไปเที่ยวงานวัดคีรีไพสณฑ์ โดยวัดดังกล่าวอยู่ห่างจากบ้านพักประมาณ 24 กิโลเมตร ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกัน 3 คน โดยน.ส.วิลาวรรณนั่งซ้อนอยู่ตรงกลาง หลังจากงานวัดเลิกเวลาเกือบ 24.00 น. ก็ได้เดินทางกลับบ้าน โดยมีเพื่อนชาย 2 คน ซ้อนจักรยานยนต์มาอีก 1 คัน ร่วมเส้นทางกลับบ้านพร้อมกัน
นายบรรหาร กล่าวต่อว่า เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณกิโลเมตรที่ 82 หมู่บ้านบางหมาน จักรยานยนต์ของเพื่อนชายได้ขับมาส่งเพื่อนที่ซ้อนอยู่ยังบ้านพัก แต่เกิดอุบัติเหตุโดยจักรยานยนต์ที่ น.ส.วิลาวรรณกับเพื่อนซ้อนมาด้วยกัน 3 คนนั้น ได้ขับมาชนท้ายจักรยานยนต์ของเพื่อนชายที่จอดอยู่ตรงหน้า ทำให้จักรยานยนต์ทั้งคู่เสียหลักล้มกลางถนน โดยเพื่อนของน.ส.วิลาวรรณที่เป็นคนขับกับอีกคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังสุดได้ลุกขึ้นมาหลบริมถนนได้ทัน แต่น.ส.วิลาวรรณซึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางถูกจักรยานยนต์ทับขาทำให้ลุกขึ้นไม่ได้ ทำให้ถูกรถกระบะ วีโก้ สีดำ ยกสูง ไม่ทราบทะเบียน ที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนน.ส.วิลาวรรณเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ตนสงสัยว่าทำไมเพื่อนที่ไปด้วยกัน จึงไม่ยอมช่วยเหลือและปล่อยให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
นายบรรหาร กล่าวอีกว่า ส่วนคดีความอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบพยานซึ่งเป็นเพื่อนน.ส.วิลาวรรณแล้ว 3 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่กลับอ้างว่าน.ส.วิลาวรรณ เป็นคนขับจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงคือ น.ส.วิลาวรรณเป็นคนซ้อนไม่ใช่คนขับตามคำให้การดังกล่าว ตนจึงคิดว่าเป็นการโยนความผิดให้ผู้เสียชีวิตเพื่อให้คดีจบ อีกทั้งได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกลับบอกว่าอยู่ระหว่างสืบสวนและมองว่าหากปล่อยไปนานเรื่องจะเงียบหายไป อย่างไรก็ตาม บริเวณที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิด 4-5 ตัว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่ตำรวจกลับบอกว่าภาพไม่ชัดเจน
น.ส.ราตรี เปิดเผยว่า ตนไม่ประกอบอาชีพเนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีลูก 2 คน โดยคนโตเป็นผู้หญิง คือ ผู้เสียชีวิต กับ คนเล็กเป็นผู้ชายยังเล็กอยู่ ฐานะครอบครัวยากจน สำหรับลูกสาวที่เสียชีวิตนั้นเป็นคนเรียนดีและกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.4 ร.ร.พนมศึกษา คาดหวังเป็นอนาคตของครอบครัวแต่สุดท้ายมาเกิดเหตุไม่คาดฝันและคดียังไม่คืบหน้าจึงเดินทางมาร้องเรียน นอกจากนี้ ตอนงานศพเพื่อนผู้หญิง 2 คนที่นั่งซ้อนรถจยย. ด้วยกันไม่เคยมาร่วมงานเลยมีแต่เพื่อนที่โรงเรียนคนอื่นๆ และอาจารย์มากันเป็นจำนวนมาก
ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า เบื้องต้นจะประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ศูนย์ภาคใต้ เพื่อช่วยติดตามหาพยานในคดี ซึ่งเป็นเยาวชนและกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนก่อนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป รวมทั้งเพื่อรักษาสิทธิเยียวยาผู้เสียชีวิตหากตรวจสอบพบว่าไม่ได้กระทำผิดในคดีนี้

