วันที่ 14 มีนาคม ที่ลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย ภายในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมาทำการตรวจเยี่ยม การสาธิตการแสดงความพร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษ และชุดปฏิบัติการทหารขนาดเล็ก จำนวนกว่า 1,000 นาย เพื่อสนับสนุนภารกิจพิเศษ ตามนโยบายของ คสช. ในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ตามฐานความผิด 16 กลุ่ม ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการระหว่างวันที่ 5 มีนาคม ถึง 4 พฤษภาคม 2559
พล.ท.ธวัช เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมของชุดปฏิบัติการพิเศษ สนับสนุนภารกิจดังกล่าว โดยแนวความคิดในการใช้กำลังมอบให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด จัดเตรียมกำลัง จำนวน 5 ชุด ปฏิบัติการสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ ทั้ง 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ของกองพลทหารราบที่ 3 จัดเตรียมกำลังจำนวน 5 ชุด ปฏิบัติการสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ของกองพลทหารราบที่ 6 จัดเตรียมกำลัง จำนวน 5 ชุด ปฏิบัติการสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวมทั้งให้กองบังคับการ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 โดยกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 จัดเตรียมกำลังจำนวน 6 ชุด ปฏิบัติการสนับสนุนการปฏิบัติเป็นส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับการตรวจเยี่ยมความพร้อมในวันนี้ เป็นการปฏิบัติของหน่วยที่มีที่ตั้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยมีกำลังจากมณฑลทหารบกที่ 21 ที่รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 5 ชุด กองพลทหารราบที่ 3 สนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 5 ชุด และกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 จำนวน 6 ชุด สนับสนุนการปฏิบัติเป็นส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พล.ท.ธวัช กล่าวอีกว่า สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบหมายจาก คสช.ให้ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยจะเริ่มสแกนจากรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่ถูกร้องเรียนมาทั้งที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และที่ คสช. ว่าผู้มีรายชื่อเหล่านั้นเป็นผู้มีอิทธิพลจริงหรือไม่ ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนกำลังทหารเหล่านี้ก็เป็นกำลังพลที่อยู่ในกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องฝึกความพร้อมไว้ตลอดเวลา และการทำงานทั้งหมดต้องให้หน่วยที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย เป็นผู้นำปฏิบัติงาน โดยมีหน่วยทหารเป็นฝ่ายสนับสนุน ยกเว้นฐานที่มีความผิดเกี่ยวกับอาวุธสงคราม ซึ่งมักจะใช้อาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงต้องใช้กำลังทหารที่มีอาวุธครบมือเข้าร่วมปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง

“ส่วนรายชื่อผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้ได้ทำการแจกจ่ายให้กับหน่วยที่รับผิดชอบไปทำการสแกนแล้ว หากพบว่าเป็นผู้มีอิทธิพลจริงก็พร้อมดำเนินการปราบปรามตามกฎหมายต่อไป ส่วนใหญ่เรื่องร้องเรียนผู้มีอิทธิพล จะเป็นการข่มขู่ การทวงหนี้นอกระบบ และการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้การปฏิบัติงานส่วนใหญ่ก็จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยทุกครั้ง นอกจากบางเรื่องที่หลุดรอดไป ทางทหารจึงต้องปฏิบัติงานเอง ซึ่งหากตรวจพบว่ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายไม่มีการละเว้นแน่นอน” พล.ท.ธวัช กล่าว

