วันชัย พบ ดีเอสไอ ยื่นข้อมูลเพิ่ม ปมปล่อยกู้’กรุงไทย’ ถาม ‘อุตตม’ควรนั่งเป็นรมว.หรือไม่

14.03.16 | 15:06 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อาคารไปรษณีย์ไทย ถ.แจ้งวัฒนะ นายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.บรรณฑูรย์ ฉิมกรา ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 เพื่อให้การต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษประกอบการกล่าวโทษเพิ่มเติมไว้เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมอบเอกสารประกอบคดีให้พนักงานสอบสวน 4 ประเด็น โดยขอให้ตรวจสอบเรื่องทั้งหมดอย่างเป็นธรรม

นายวันชัย กล่าวว่า สำหรับเอกสารประกอบคดีที่มอบให้พนักงานสอบสวน ประกอบด้วย 1.เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่อนุมัติสินเชื่อวงเงินรีไฟแนนซ์ 8,000 ล้านบาทนั้น ผิดกฎหมาย และนำเงินจากสินเชื่อไปใช้ผิดวัตถุประสงค์การขอกู้ ซึ่งเงินดังกล่าวเบิกไปจากธนาคารกรุงไทย ในวันที่ 18 ธ.ค. 2546 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด ต่อมาคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเป็นคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ปล่อยกู้ทั้ง 5 คน ซึ่งถูกจำคุกแล้ว 3 คน และไม่ถูกฟ้อง ซึ่ง 2 คนที่ไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาลเลย คือ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

นายวันชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งทั้งสองคนเป็นคนลงชื่ออนุมัติสินเชื่อ แต่กรรมการราย ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ นายวิโรจน์ นวลแข และนายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งศาลตัดสินจำคุกคนละ 18 ปี และพยานทุกปากเบิกความไม่มีใครยืนยันว่าบิ๊กบอส หรือซุปเปอร์บอสคือใคร แต่ความผิดฐานฟอกเงินไม่ได้ดูที่คำพิพากษา แต่ดูที่พฤติกรรมและการกระทำคือการอนุมัติสินเชื่อที่ศาลระบุไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องถามนายอุตตมว่า ผู้บริหารที่อนุมัติสินเชื่อ 3 คนที่ศาลตัดสินจำคุก แม้ว่านายอุตตมจะไม่ถูกฟ้อง สิ่งที่นายอุตตมได้ร่วมลงชื่ออนุมัติเงินจำนวนดังกล่าวไปด้วย นายอุตตมยังควรนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่หรือไม่

ทนายความอิสระ กล่าวอีกว่า 2.ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ ที่ทำการลดหนี้จาก 14,000 กว่าล้านบาท เหลือชำระหนี้เพียง 4,500 ล้านบาท ในวันที่ 18 ธ.ค. 2546 ทั้งที่รู้ว่าลูกหนี้มีเงิน 8,000 ล้านบาทชำระหนี้ แต่ไม่เอาชำระหนี้ เป็นเหตุและเป็นการสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มกฤษฎานครให้ได้เงินจากวงเงินนี้ 3,500 ล้านบาท ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์การกู้ เป็นการสนับสนุนการฟอกเงินหรือไม่ 3.ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษฎามหานคร ตั้งแต่กลางปี 2537 หลายสัญญารวมเงินต้น 7,800 กว่าล้านบาท มาถึงวันที่ 18 ธ.ค.2546 เงินต้นค้างชำระ 7,800 กว่าล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยค้างชำระ 6,000 กว่าล้านบาท กลับประเมินราคาที่ดินหลักประกันเพียง 4,606.3 ล้านบาท แล้วทำการลดหนี้เงินต้นบวกลดดอกเบี้ยไปทั้งหมด 9,000 กว่าล้านบาท โดยรับชำระหนี้เพียง 4,500 ล้านบาท ผู้บริหารทำผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่นที่ควบคุมกำกับธนาคาร เหมือนที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้บริหารธนาคารกรุงไทยทำผิดหรือไม่ และขอให้รับเป็นคดีพิเศษด้วย

นายวันชัย กล่าวด้วยว่า และ 4.ไม่ใช่การรื้อคดีกรุงไทย แต่เป็นกรณีที่ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ลงชื่ออนุมัติสินเชื่อที่ต้องลงชื่อ 5 คน สินเชื่อวงเงินที่เกิน 2,000 ล้านบาท จึงจะอนุมัติปล่อยกู้ได้ แต่คดีนี้ 3 คนที่อนุมัติสินเชื่อศาลฎีกาพิพากษาและติดคุกไปแล้ว แต่อีก 2 คน คือ นายอุตตม และนายชัยณรงค์ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าให้การขัดต่อรายงานการประชุมที่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2546 แต่ 2 คนนี้ ยังไม่ถูกพิจารณาคดีในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ถูกพิจารณาคดีในชั้นพนักงานอัยการ ไม่ถูกพิจารณาคดีในชั้นศาล คดียังไม่ขาดอายุความ จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายอุตตม และนายชัยณรงค์ในข้อหาเดียวกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย

Advertisement

“ผมเชื่อว่าดีเอสไอจะสอบสวนดำเนินคดีกับนายอุตตม และนายชัยณรงค์ ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในขณะนั้นตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งได้กล่าวหาไว้ด้วย รวมถึงตรวจสอบผู้ที่อยู่ในเส้นทางการเงินทั้งหมด 8,000 ล้านบาทที่ออกจากธนาคารกรุงไทยฯ สาขาพระปิ่นเกล้า ที่ศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการอนุมัติไม่ชอบด้วยกฎหมายที่โอน รับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2546” นายวันชัย กล่าว