เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นประธานจัดงานครบรอบ 24 ปี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมคุมประพฤติ ประจำปี พ.ศ.2559 ซึ่งมีพิธีสงฆ์และพิธีมอบโล่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2558
พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า สำหรับนโยบายสำคัญของกรมคุมประพฤติคือ “คืนคนดี สู่สังคม” ซึ่งในกระทรวงยุติธรรมมี 3 กรมที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพฤตินิสัยของผู้กระทำความผิด คือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ ซึ่งของเราไม่มีเรือนจำ ไม่มีสถานที่ควบคุมกักขัง แต่เรามีหน้าที่แก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ที่กระทำความผิดอาญามีโทษไม่เกิน 3 ปี หรือผู้ที่ได้รับการพักลดการลงโทษจากคณะกรรมการพิจารณาของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งในแต่ละปีเราจะดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ รวมถึงผู้เสพยาเสพติดด้วย 330,000-350,000 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.รอลงอาญาและคุมประพฤติ 2.ผู้เสพยาเสพติด ทั้งผู้ที่เข้ามาในระบบบังคับบำบัดและสมัครใจบำบัด และ 3.ขาออก หรือผู้ที่เป็นนักโทษขั้นเด็ดขาด รับโทษจนกระทั่งเหลือโทษเพียง 2-3 ปี และเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ก็จะมีกระบวนการพักการลงโทษ
พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวต่อว่า ในปีนี้เรามี 6 กิจกรรม คือ 1.การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำไลข้อเท้า โดยจะใช้ในการคุมประพฤติ รวมถึงการปล่อยตัวชั่วคราว และกำลังแก้กฎหมายให้การใช้ EM เป็นการลงโทษประเภทหนึ่ง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำได้ 2.บ้านกึ่งวิถี เพื่อเป็นสถานที่รองรับผู้พ้นโทษที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 81 แห่ง 62 จังหวัด โดยมีพระสงฆ์ นักสิทธิมนุษยชนคอยช่วยเหลือ 3.หน่วยกึ่งถาวร ซึ่งร่วมกับหน่วยงานที่ดูระบบคุมประพฤติ แต่ละปีเราใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ให้หน่วยงาน 7 หน่วยงาน ทั้งกองทัพ ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ดูแลผู้เสพยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดประมาณ 20,000 คน

พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวอีกว่า 4.ร่าง พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ…. ขณะนี้กำลังเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะทำกฎหมายให้ชัดเจน กำหนดอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมให้มีลักษณะเหมือนหน่วยงานกึ่งบังคับใช้กฎหมาย คือเป็นยักษ์มีกระบอง เพราะทุกวันนี้เราประสบปัญหาผู้ที่ถูกคุมประพฤติแล้วผิดเงื่อนไขไม่มารายงานตัว หลบหนีหายไป โดยที่กระบวนการนำตัวกลับคืนมาสู่ระบบค่อนข้างยุ่งยาก หากกฎหมายฉบับนี้ออกแล้ว เราจะมีหน้าที่เหมือนหน่วยงานกึ่งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง สามารถติดตาม ตรวจค้น จับกุมผู้ที่ผิดเงื่อนไขการคุมประพฤติได้ 5.มาตรการทางสังคม คือ ประสานจากหน่วยงานอย่างสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ให้กลั่นกรองผู้ที่ไปบวชพระ หรือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งผู้ที่ทำผิดเงื่อนไขก็จะไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ เป็นต้น
อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวต่อว่า และ 6.การบูรณาการอาสาสมัครกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่ง รมว.ยุติธรรมมีนโยบายสร้างอาสาสมัครคุมประพฤติครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอาสาสมัครคุมประพฤติแล้ว 7,255 ตำบล และในปีนี้ได้กำหนดให้มีอาสาสมัครคุมประพฤติครอบคลุมทุกหมู่บ้านใน 4 จังหวัดนำร่อง คือ กาญจนบุรี, ระนอง, สุพรรณบุรี และราชบุรี โดยขณะนี้มีอาสาสมัคร 13,818 หมู่บ้าน จากหมู่บ้านทั่วประเทศ 74,963 หมู่บ้าน และปัจจุบันเรามีอาสาสมัคร 20,008 คน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้กฎหมายการใช้ EM พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีกฎหมายแล้ว แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 ที่มีผลตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหรือศาลหากได้รับความยินยอม หากสั่งให้ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบการปล่อยตัวชั่วคราวได้ และให้มีการประเมินผลภายใน 3 ปี ซึ่งผู้ที่ไปแก้ไขพยายามถอดหรือยุ่งเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ให้สันนิษฐานว่าพยายามหลบหนี อีกมิติหนึ่งของการใช้ EM คือ มีปัญหาคนยากจนถูกจับไม่มีเงินประกันตัว ต่อไปรัฐอาจพิจารณาว่าไม่ต้องจ่ายเงินหากยอมใส่ EM และให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ

พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวต่อว่า ได้สั่งซื้อ EM ในสเปกที่กันน้ำได้ ซึ่งจะทำให้ชาวนากลับไปทำนาทำไร่ได้ โดนฝนได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือในทางตรงกันข้ามกับผู้ที่กระทำผิดในคดีทางเศรษฐกิจ เงินประกันตัว 5 ล้าน ผู้ต้องหาอาจจะยอมทิ้งและหนีไป แต่ถ้าใช้ EM ประกอบก็จะหนีไปได้ไม่พ้น เพราะจะมีเบาะแสจากเครื่องมือดังกล่าว ทั้งนี้กฎหมายสามารถใช้ได้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติประเทศไทยยังไม่มี EM ใช้เลย เนื่องจากปีงบประมาณนี้เราไม่ได้รับงบประมาณจากสำนักงบฯ โดยปีงบประมาณที่แล้วเราใช้ต่อเนื่องมาเป็นระบบเช่า ทั้งนี้ ในปีนี้เราได้งบกลางมาประมาณ 18 ล้านบาท จะใช้วิธีซื้อ 400 เครื่อง ส่วนในปีงบประมาณหน้าจะได้งบประมาณ 214 ล้านบาท ซึ่งเราจะจัดซื้ออีก 6,000 เครื่อง
ผู้สื่อข่าวถามถึงยุทธศาสตร์ 20 ปีของกรมคุมประพฤติจะเป็นอย่างไร พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า มองว่าในอนาคตกรมคุมประพฤติจะมีงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากบ้านเรามีผู้ต้องขังกว่า 3 แสนคน ซึ่งร้อยละ 70 ของจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากรัฐบาลลดการกำหนดโทษยาเสพติดให้เหลือเฉพาะพวกโทษหนักจริงๆ ให้ถูกลงโทษจำคุก นอกจากนั้นให้ส่งมาบำบัดก็จะส่งมาที่กรมคุมประพฤติ ดังนั้น แนวโน้มในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยคนจะอยู่ในเรือนจำน้อยลง หากเราเปรียบเรือนจำเป็นคุกผู้ใหญ่ กรมพินิจฯเป็นคุกเด็ก ของเราก็เป็นคุกที่ไม่มีรั้ว และต้องพยายามทำให้ชุมชนเป็นชุมชนเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันดูแล

