ตร.แจ้งข้อหาเสี่ยซิ่งเบนซ์ชน 2 ป.โทดับถึงร.พ. ยันโชเฟอร์ไร้กลิ่นเหล้า พ่อบอกลูกชายจำเหตุการณ์ไม่ได้

17.03.16 | 13:24 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มีนาคม พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลพันขาง รองผกก.(สอบสวน) สภ.พระอินทร์ราชา จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมาที่โรงพยาบาลสมิติเวช ซ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.เพื่อเข้าแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับนายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ผู้ก่อเหตุขับขี่รถเมอร์เซเดสเบนซ์ ป้ายทะเบียน ษง3333 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนรถ 2 นักศึกษาปริญญาโทไฟคลอกจนเสียชีวิตบนถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 53 บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอินเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

พ.ต.ท.สมศักดิ์ เปิดเผยว่า มาแจ้งข้อหากับนายเจนภพ เบื้องต้นจะแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจะทำการสอบปากคำนายเจนภพในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีเป็นครั้งแรก ส่วนการสอบปากคำพยานในเหตุการณ์มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนผู้ที่โพสต์คลิปเหตุการณ์ได้ประสานติดต่อเพื่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งภายหลังจากเห็นคลิปเหตุการณ์ค่อนข้างยืนยันชัดในพฤติการณ์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยทางตำรวจค่อนข้างมีพยานหลักฐานแน่นหนาในการเอาผิดกับผู้ก่อเหตุ ยืนยันว่าก่อนหน้านี้มีการเดินทางมาพบผู้ก่อเหตุตั้งแต่วันแรกแต่เนื่องจากยังอยู่ในห้องไอซียูทำให้ไม่สามารถสอบปากคำได้ สำหรับประเด็นที่สังคมสงสัยว่าผู้ก่อเหตุจะมีแอลกอฮอล์หรือไม่นั้น ยืนยันว่าวันที่เกิดเหตุผู้ต้องหาไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจะมีการสอบปากคำในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องห่วงเจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย

ด้านนายเจษฎา วีรพร บิดาของผู้ขับรถเบนซ์ เปิดเผยว่า วันแรกหลังจากเกิดเหตุตนอยู่ที่ จ.ภูเก็ต เมื่อทราบข่าวจึงรีบเดินทางกลับให้เร็วที่สุด โดยให้เพื่อนเข้าไปพบกับญาติผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลก่อน สาเหตุที่ไม่ได้ไปด้วยตนเองเนื่องจากต้องดูแลลูกชายที่บาดเจ็บที่ห้องไอซียู และสั่งให้ย้ายโรงพยาบาลด่วนเนื่องจากลูกชายของตนเป็นคนไข้ที่รพ.สมิติเวช และเป็นห่วงเรื่องเครื่องมือที่จะรักษาลูกชายของตนเพราะยังไม่รู้ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเห็นคลิปแล้วก็ตกใจเพราะชนขนาดนี้อาการก็น่าจะรุนแรง คนเป็นพ่อเพื่อความปลอดภัยของลูกก็ต้องให้เขาย้ายโรงพยาบาล ที่บอกว่าเขาเป็นคนมีสติบอกให้ย้ายเอง เรื่องนี้ไม่ใช่พ่อเป็นคนสั่งให้ย้ายเอง ส่วนด้านผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปร่วมสวดพระอภิธรรมศพในคืนแรก รวมถึงขอขมากับญาติของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งในวันดังกล่าวมีโอกาสพูดคุยกันในเบื้องต้น ซึ่งครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังฝากความเป็นห่วงถึงลูกชายของตนด้วย รวมถึงไม่ต้องเป็นห่วงและขอให้หายจากการบาดเจ็บโดยเร็ว โดยล่าสุดลูกชายยังมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าไม่ทราบต้องมีการผ่าตัดหรือไม่ รวมถึงทีมแพทย์กำลังตรวจเช็กสมองว่ามีอาการปกติร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากลูกชายจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องของคดีความ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังมีความเสียใจอยู่ ซึ่งภายหลังจากนี้จะมีการพูดคุยเพื่อให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น

นายเจษฎากล่าวว่า ได้เห็นข้อมูลที่แชร์ในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว บางข้อมูลก็ไม่เป็นความจริง เช่น รถยนต์ก็ไม่ใช่รุ่นที่ลูกชายเคยใช้ แต่ยอมรับว่าลูกชายเคยประสบอุบัติเหตุมาแล้ว 2-3 ครั้ง ซึ่งใครที่ขับรถมาคงทราบดีว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ไม่อยากให้สังคมซ้ำเติมกับเรื่องดังกล่าวซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ขนาดถึงขั้นมีการสร้างเฟซบุ๊กปลอมลูกชายขึ้นมาด่ากัน เราไม่ใช่จะไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย ขณะนี้ที่ยังไม่พูดอะไรทั้งนั้นเพราะอยู่ในช่วงที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตกำลังโศกเศร้าเสียใจ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพูดกันว่าจะชดใช้อย่างไร ตนและครอบครัวพร้อมดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องคดีความก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามกฎหมาย