‘ทนายวันชัย’ชี้ซิ่งเบนซ์200กม.ชนฟอร์ด ย่างสด 2 นักศึกษาโท เข้าข่ายเจตนาฆ่า

17.03.16 | 19:49 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายวันชัย สอนศิริ นักกฎหมายชื่อดัง กล่าวถึงกรณีที่นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ขับรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์พุ่งชนรถ 2 นักศึกษาปริญญาโทจนไฟคลอกเสียชีวิต ว่า ปกติแล้วถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เมาสุราด้วย สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เลยในขณะนั้น แต่ในเรื่องสารเสพติด ถ้ายังไม่มีพฤติการณ์หลักฐานแวดล้อมจู่ๆ ไปตรวจสารเสพติดเลยคงไม่ได้ แต่อยากบอกสังคมอย่าไปหลงประเด็นเรื่องเมาหรือสารเสพติด จากหลักฐานที่ปรากฏต้องยอมรับว่าผู้ก่อเหตุขับรถเร็วประมาณ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) ในถนนที่พลุกพล่าน จึงน่าจะเข้าฐานเจตนาฆ่าคนตาย ไม่ใช่เป็นเรื่องประมาททำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ถนนหลวงและมีรถวิ่งขนาดนี้ การขับด้วยความเร็ว 200 กม./ชม.ขึ้นไปน่าจะเป็นการเล็งเห็นผลได้ในทางกฎหมาย เมื่อเล็งเห็นผลและมีเจตนาฆ่าคนตายโทษ จะถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ที่มีการพูดกันซะอีก อยากให้ตำรวจดำเนินคดีถึงการขับรถความเร็วสูงในสถานที่พลุกพล่านและเลี้ยวกะทันหันในความเร็ว 200 กม./ชม. ผิดวิสัยที่วิญญูชนพึงกระทำ จึงถือได้ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องประมาท คดีลักษณะนี้เคยมีตัวอย่างคำพิพากษามาแล้วหลายเรื่อง

“พนักงานสอบสวนควรสอบให้เข้าองค์ประกอบว่าขับรถเกิน 200 กม./ชม.ใช่หรือไม่ และเลี้ยวกะทันหันออกมา ไม่ใช่เรื่องประมาท เพราะเล็งเห็นผลได้ คดีขับรถชนคนตายเคยมีคำพิพากษา ดื่มเหล้าขับรถเมาแล้วชนไป 4-5 คัน ศาลบอกว่าไม่ใช่ประมาท อย่างนี้เจตนาฆ่า เหมือนยิงปืนก็เล็งเห็นผลว่ามีคนตาย ขับรถตัดกะทันหันบนที่คนพลุกพล่านเล็งเห็นผลได้ว่าชนคนก็ตาย” นายวันชัยกล่าว

แหล่งข่าวนักกฎหมายระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นถึงกรณีที่ไม่ได้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดในที่เกิดเหตุในคดีนี้ว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 142 วรรค 2 ถึง 5 และมาตรา 43 (1) และ (2) หากสงสัยว่าเมา เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43(1) หรือ (2) พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร มีอำนาจตามมาตรา 142 วรรคสอง สั่งตรวจแอลกอฮอล์เพื่อทดสอบว่าหย่อนความสามารถในการขับหรือเมาสุราหรือไม่ และหากผู้ก่อเหตุไม่ยอมให้ทดสอบ ตามมาตรา 142 วรรคสาม กำหนดให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร มีอำนาจกักตัวเพื่อทดสอบได้ หากไม่ยอมให้ทดสอบ มาตรา 142 วรรคสี่ บอกว่าให้สันนิษฐานว่าฝ่าฝืนตามมาตรา 43(2) คือ ขับรถขณะเมาสุรา

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า กรณีนี้พนักงานสอบสวนและจราจรในที่เกิดเหตุน่าจะมีการบกพร่องที่ไม่รีบตรวจแอลกอฮอล์ว่าเมาหรือไม่ ในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ตามกฎหมายมีอำนาจ เพื่อหาหลักฐานการกระทำผิดแต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป จนพยานหลักฐานอาจสูญหายไปแล้ว

“อย่างน้อยหากตรวจในที่เกิดเหตุไม่ได้เพราะต้องรีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล แต่ควรรีบตรวจหาแอลกอฮอล์ทันทีที่ทำได้ คือหลังจากคนเจ็บมาถึงโรงพยาบาลแล้ว มีเวลาที่จะดำเนินการตรวจได้ แม้จะอยู่ในห้องฉุกเฉินก็ตรวจแอลกอฮอล์ได้ เพราะคนเจ็บอยู่ในการดูแลของแพทย์แล้ว ไม่ได้กระทบกับการรักษาช่วยชีวิตผู้ป่วย กม./ชม.แต่เป็นกรณีที่ต้องรีบดำเนินการ” แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว

Advertisement