ศาลนัด 21 มิ.ย.”แพรวา”สาวซีวิค คุยคุมประพฤติ กำหนดเงื่อนไขบริการสังคมใหม่

19.03.16 | 18:44 น.

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวถึง น.ส.แพรวา อดีตเยาวชนซึ่งขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิคเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารสายธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-หมอชิต บนทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ เป็นเหตุให้คนขับรถตู้และผู้โดยสารเสียชีวิตรวม 9 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2553 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา โดยยืนโทษจำคุก 2 ปี แต่แก้โทษให้เพิ่มเวลารอลงอาญาจาก 3 ปี เป็น 4 ปี คุมประพฤติ 3 ปี พร้อมทั้งทำงานบริการสังคม จำนวน 140 ชั่วโมง ห้ามขับรถจนอายุ 25 ปี เมื่อปี 2557 ว่า จากการตรวจสอบเจ้าพนักงานคุมประพฤติ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ ที่ น.ส.แพรวา ต้องมารายงานตัวตามคำสั่งศาลพบว่าช่วง 3 ปี ที่ผ่าน มา น.ส.แพรวา ไม่ได้ทำงานบริการสังคม โดนอ้างว่าติดเรียนหนังสือ แต่พบว่าเมื่อช่วง เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา น.ส.แพรวา ได้ส่งทนายความไปยื่นต่อศาลว่าได้ทำงานบริการสังคมไปแล้วจำนวน 90 ชั่วโมง โดยทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ มีการลงนามรับรองเป็นเอกสารจากทางโรงพยาบาล และทนายความนำไปยื่นต่อศาล ซึ่งศาลได้สั่งให้และให้น.ส.แพรวาติดต่อพนักงานคุมประพฤติเพื่อแจ้งการทำงานบริการสังคม ที่เหลืออีก 30 ชั่วโมง เพราะกรมคุมประพฤติไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ทั้งนี้ ขั้นตอนการทำงานบริการสังคม ของผู้ถูกคุมประพฤติตามคำสั่งศาลนั้น กรมคุมประพฤติจะต้องออกหนังสือส่งตัวไปยังสถานที่ หรือโรงพยาบาล ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือการรับรองของกรมคุมประพฤติ ไม่ใช่การดำเนินการได้ด้วยตนเอง

จากนั้นกรมคุมประพฤติได้แจ้งไปยังน.ส.แพรวา ว่าศาลมีคำสั่งดังกล่าว แต่น.ส.แพรวา ปฏิเสธและบอกว่าจะดำเนินการเหมือนที่ผ่านมา จะกลับไปทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ เช่นเดิมอีกทั้งยังไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ อย่างไรก็ตามกรมคุมประพฤติได้รายงานพฤติกรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ศาลรับทราบ และศาลได้นัดไต่สวนในวันที่ 21 มิ .ย. เหลืออีก 30 ชั่วโมงจะดำเนินการอย่างไร และอาจรวมถึงทำงานบริการสังคมที่่ผ่านมาจะชอบด้วยระเบียบหรือไม่ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวด้วยว่า กรณีของน.ส.แพรวา ศาลเห็นว่าบุคลคลดังกล่าวเป็นเยาวชน ต้องการให้โอกาสแก้ไขความผิด ได้เรียนหนังสือและกลับมาทำงานรับใช้สังคม แต่ปรากฏว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การทำงานบริการสังคมนั้นต้องมีการตกลง เห็นพ้องร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งพนักงานคุมประพฤติและผู้ถูกคุมประพฤติ ไม่ใช่อยากไปทำงานบริการสังคมที่ไหนก็ได้ เพราะจะให้มั่นใจได้อย่างไรว่า ไปทำงานจริง ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส กรมคุมประพฤติจึงต้องมีระบบและระเบียบแบบแผนรองรับบุคคลที่เข้ามาสู่การดูแลตามคำสั่งศาลอย่างชัดเจน