เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายวิโรจน์ แซ่หว้า อดีตนักโทษค้าเยาเสพติด เดินทางเข้าพบพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อแสดงความขอบคุณในการได้รับโอกาสให้ได้รับการพักการลงโทษในครั้งนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายธวัชชัย ไทยเขียว และนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นผู้ให้การต้อนรับ
สำหรับนายวิโรจน์ เป็นชาวจ.เพชรบูรณ์ โดนจับกุมในคดีค้ายาเสพติด ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่สารภาพเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2543 โดยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ระหว่างต้องโทษทำความดีจนได้รัพระราชทานอภัยโทษ 6 ครั้ง รวมระยะเวลาที่ต้องติดคุกไปแล้ว 15 ปี 4 เดือน 4 วัน ต่อจากนั้นได้รับการพักโทษ ปล่อยตัวกลับสู่ครอบครัวเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งช่วงระยะเวลาที่นายวิโรจน์ได้รับการพักการโทษ จะเข้ามาอยู่ในความดูแลของสำนักงานคุมประพฤติ จ.เพชรูรณ์ สาขาหล่มสัก ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม-19 กุมภาพันธ์ 2564 รวม 5 ปีกว่า
นายวิโรจน์ กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเมตตาให้ตนมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกครั้ง จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินเท้าจากเรือนจำลางพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวกับบ้านพักที่อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติของสำนักงานคุมประพฤติ สาขาหล่มสัก จากนั้น เดินทางจากอ.หล่มสัก เข้ากรุงเทพฯด้วยระยะทาง 635 กิโลเมตร โดยใช้เวลา 12 วัน ในการเดินเท้าครั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งระหว่างการเดินเท้าก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานคอยให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ระหว่างการเดินเท้าทั้ง 12 วัน ตนจะออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงเย็น และจะอาศัยวัดหรือสถานีตำรวจในการพักค้างคืน
ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า นับเป็นสัญลักษ์ของผู้ต้องขังคนหนึ่ง ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โดยนายวิโรจน์เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้แสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ออกมาสู่สายตาประชาชน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีและสำคัญที่สุดคือการที่คนเหล่านี้ต้องกลับตัวเป็นคนดี เพราะสังคมไม่ไว้วางใจและกลัวว่าสังคมจะไม่ปลอดภัย ซึ่งไม่มีสิ่งใดไปห้ามความคิดของพวกเขาได้ นอกจากคนที่ได้รับโอกาสจะต้องกลับตัวเป็นคนดี เพื่อให้คนในสังคมเห็นว่าระบบของการให้อภัยโทษเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นไปตามหลักสากลที่เขาทำกัน

