เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ถนนมิตรภาพ บ.สำราญ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายทองสุข ณ พล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เขต 4 จ.ขอนแก่น พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ป.ป.ท.เดินทางเข้าพบนายอิทธิพัทธ โรจน์จตุรานนท์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองโนนสัง จ.หนองบัวลำภู รักษาการผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานการขอข้อมูลการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ของศูนย์ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยเฉพาะในกรณีที่ถูกร้องเรียนจาก น.ส.ปนิดา (สงวนนามสกุล) นิสิตชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร้องเรียนต่อเลขาธิการ คสช. จากการที่ถูกผู้อำนวยการศูนย์และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้สั่งให้ปลอมแปลงเอกสารทางราชการในการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งการปลอมลายมือชื่อผู้ที่ได้รับเงินไปรวมกว่า 2,000 ราย คิดเป็นงบประมาณรวมกว่า 6,900,000 บาท
โดยทันทีที่คณะเดินทางมาถึงได้เข้าหารือกันภายในห้องผู้อำนวยการ และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน หรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังหรือสังเกตการณ์แต่อย่างใด ขณะที่บรรยากาศภายในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงรักษาการผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และแม่บ้านปฏิบัติงานอยู่เพียง 8 คนเท่านั้น โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในคดีดังกล่าวนี้นั้นได้ถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการประจำกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ไปแล้วก่อนหน้านี้
นายอิทธิพัทธ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น กล่าวว่า ได้มีคำสั่งให้มารายงานตัวและรับตำแหน่งที่ศูนย์แห่งนี้ วันนี้เข้าสู่วันที่ 3 โดยในคำสั่งให้มีการรักษาการรวม 14 วัน ซึ่งกระทรวงได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติในการเร่งสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ยังคงทำงานอยู่ โดยให้เดินหน้าทำงานเพื่อสังคมต่อไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งในช่วงของการรับตำแหน่งนี้นั้นเป็นช่วงของปีงบประมาณ 2561 เรื่องที่เกิดขึ้นเราไม่พูดถึง เรามาเดินหน้าต่อในปี 2561 ที่จะต้องทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มที่ตามนโยบายของผู้บริหาร
“วันจันทร์ที่ผ่านมา สตง.ได้มาประสานขอข้อมูลการเบิก-จ่ายเงินตามโครงการดังกล่าวไปเพื่อตรวจสอบ และวันนี้ ป.ป.ท.ได้มาประสานขอข้อมูลเช่นกัน โดยเป็นข้อมูลในปีงบประมาณ 2560 โดยเฉพาะการเบิก-จ่าย 2,000 รายตามการร้องเรียนของนักศึกษา อย่างไรก็ดี การเบิกจ่ายเงินดังกล่าวจากนี้ไปต้องรัดกุม เข้มงวดและรอบคอบ โดยได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานนั้นลงพื้นที่เบิก-จ่ายให้ถึงมือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือตามรายชื่อแบบถึงบ้าน โดยจะต้องประสานการทำงานร่วมกันกับอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. และ อสม. ในทุกตำบลเพื่อให้การทำงานในปีงบประมาณ 2561 เป็นไปอย่างเข้มงวด”

