ที่มา : มติชนรายวัน
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าโจทย์ของรัฐบาลนี้คือ จะต้องแก้ไขปัญหาการทุจริตให้หมดไป ก็ควรจะร่วมกันสอดส่องด้วยความใส่ใจ
ประโยคเด็ดจากผู้นำอย่างนี้หาได้ยาก
แต่ประวัติศาสตร์การทุจริตคอร์รัปชั่น
บอกว่า ถ้าเราเอานิ้วจิ้มลงไปในหน่วยงานไหนก็จะเจอที่นั่น !
อาจเป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปบ้าง แต่นั่นเป็น ความเชื่อ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ประชาชนได้สัมผัสจากการปฏิบัติของเจ้าพนักงานรัฐ
การทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศนี้กระทำกันมายาวนานจนเข้าใจกันว่า อำนาจ กับ หน้าที่ เป็นบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งโดยชอบ
แนวคิดนี้ลุกลามกว้างขวางจากภาคราชการ สู่รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน
ยกตัวอย่าง หน่วยงานกึ่งของรัฐ เช่น
เอโอที ที่เป็น บมจ. กระทรวงการคลังถือหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์
เอโอที มีแหล่งที่มาของรายได้มหาศาล จากรายได้ค่าหัวผู้โดยสารเครื่องบิน รายได้จากสายการบิน และรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ทำกิจการค้าตามท่าอากาศยาน
กล่าวเฉพาะ รายได้ จากร้านค้าที่ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เดียว มีร้านค้ากว่า 100 แห่ง ได้จากผู้โดยสารและจากสายการบิน รวมกันในปี 2557 ปาเข้าไปถึง 2,000 ล้านบาท
แค่สนามบินเดียวนะ น้อยไหมละ
ไปเดินดูเมื่อวันก่อนให้สงสัยว่า ทำไมสภาพพื้นที่ค้าขายของสนามบินดอนเมืองจึงดูเหมือนตลาดนัดข้างถนน ไม่สมกับ
ท่าอากาศยาน ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นปกติดีอยู่หรือไม่
นั่นน่าจะเป็นงานของ ฝ่ายการพาณิชย์ !
กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่น่าจะกำกับดูแลการจัดระเบียบ การจัดเก็บค่าเช่า และผลประโยชน์ตอบแทนที่เข้มข้น
กรรมการผู้จัดใหญ่นั้นมาจากการ สรรหา ส่วนตำแหน่งรองลงมา ตลอดจนคนที่คุมสายงานหลักๆ เป็น พนักงานประจำ
แล้วถ้า พนักงานประจำ ช่ำชองยุทธ์หยั่งรากลึกมีอิทธิพลบนพื้นที่พาณิชย์นั่นละ กรรมการผู้จัดใหญ่ท่านจะตามทันหรือ
ที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นเหมือน พลุสัญญาณ แห่งความหวังดี ก่อนที่ คสช. จะใช้นิ้วจิ้มลงไปใน เอโอที !?!!

