เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 813 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157
คำฟ้องสรุปว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล สั่งให้นายประเทือง ครุฑวิเศษ หัวหน้าธุรการฝ่ายบริหารงานทั่วไป มีหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในงานต่างๆ ของคณะแพทยศาสตร์ฯ ไปช่วยจัดเตรียมงานพิธีมงคลสมรสระหว่าง พญ.วรรณศิริ เจริญโชคทวี บุตรสาวของจำเลยและงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสในวันที่ 16 มกราคม 2554 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น โดยแจ้งให้นำเก้าอี้พร้อมปลอกคลุมเก้าอี้ 100 ตัวและกระถางต้นไม้ เป็นทรัพย์สินของคณะแพทยศาสตร์ฯ ไปใช้จัดงานด้วยและสั่งให้เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา คณะแพทยศาสตร์ฯ นำกล้องวิดีโอ 2 เครื่อง โทรทัศน์ 1 เครื่อง สายสัญญาณ 1 ชุด ขาตั้งกล้องมอนิเตอร์ 2 เครื่อง กล้องถ่ายรูป 2 ตัว และชุดสวิตเซอร์ (ชุดควบคุม) 1 ชุด เครื่องเล่นและบันทึกดีวีดี จำนวน 1 เครื่อง ที่เป็นทรัพย์สินของคณะแพทยศาสตร์ฯ ไปติดตั้งใช้งานตามที่จำเลยสั่ง โดยจำเลยยินยอมให้นำรถยนต์ส่วนกลางของคณะแพทยศาสตร์ฯ 4 คัน ประกอบด้วย รถกระบะ 3 คัน และรถตู้ 1 คัน ไปใช้บรรทุกทรัพย์สินดังกล่าวและขนเจ้าหน้าที่ของคณะแพทยศาสตร์ฯไปที่บ้านของจำเลย
การกระทำของจำเลยดังกล่าวได้กระทำโดยอาศัยที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์สินอันเป็นของคณะแพทยศาสตร์ฯ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต โดยนำอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย อันเป็นการเสียหายแก่รัฐและคณะแพทยศาสตร์ฯ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดให้ดำเนินคดีกับ นพ.ชัยวัน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 โดย นพ.ชัยวัน จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมายื่นคำร้องให้การรับสารภาพในภายหลัง เหตุเกิดที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การกระทำของ นพ.ชัยวัน จำเลยเป็นการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 พิพากษาจำคุก 5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกเหลือ 2 ปี 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีแล้ว เห็นว่าเมื่อจำเลยทราบว่าการกระทำของตนและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โดยชดใช้ค่าเสียหายในทันที ประกอบกับจำเลยรับราชการเป็นแพทย์มานาน ทำคุณความดีให้แก่หน่วยงานและประเทศชาติมาโดยตลอด ทั้งมิเคยกระทำความผิดอาญาใดๆ และไม่เคยปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

