ศาลต้านร่างพ.ร.บ.ชะลอฟ้อง ชี้ขัดหลักสิทธิมนุษยชน หวั่นกระทบถึง’คดีฮั้ว-ทุจริต’

28.03.16 | 17:56 น.
นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องประชั้น 12 สำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้อง พ.ศ…. หรือ พ.ร.บ.ชะลอฟ้อง เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญที่กำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาและการชะลอการฟ้องมาใช้ เพื่อทำให้คดีอาญายุติไปโดยไม่ต้องมีการฟ้อง ใช้เพื่อทำให้คดีอาญายุติไป โดยไม่ต้องมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลในความผิดอาญาประเภทคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปีนั้น ได้รับแจ้งว่าประธานศาลฎีกาแสดงความรู้สึกกังวลใจว่า ร่างฉบับดังกล่าวมีหลักการที่ขัดต่อหลักการที่สำคัญของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เนื่องจากตามร่างกำหนดให้มีการใช้มาตรการหลายประการกับผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด เช่น การกำหนดให้คุมประพฤติและทำงานบริการสังคมต่างๆ เสมือนหนึ่งว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ถูกตัดสินแล้วว่ากระทำความผิด ทั้งๆ ที่ไม่มีคำพิพากษาของศาลที่แสดงว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้กระทำผิดอาญาแต่อย่างใด จึงเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่จะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าเป็นผู้กระทำความผิด


นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสืบพงษ์กล่าวต่อว่า การใช้อำนาจในการสั่งชะลอการฟ้องตามร่างดังกล่าวยังเป็นมาตรการที่ปราศจากกระบวนการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกผู้ใช้อำนาจ ทำให้ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลที่การใช้อำนาจรัฐควรจะต้องมีลักษณะสำคัญที่โปร่งใสต่อสาธารณชน และสามารถตรวจสอบจากองค์กรภายนอกได้ นอกจากนั้นยังมีการตัดสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางศาลของผู้เสียหาย เนื่องจากมีบทบัญญัติที่ตัดสิทธิของผู้เสียหายที่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลของตนและมีบทบังคับห้ามมิให้ศาลดำเนินการกระบวนพิจารณาคดีต่อไป แม้กระทั่งในกรณีที่ผู้เสียหายประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลของตน และนำคดีมาฟ้องต่อศาลแล้วก็ตาม

นายสืบพงษ์กล่าวอีกว่า การที่ร่างดังกล่าวกำหนดให้ระยะเวลาและอายุความในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาอาจขยายไปได้ จนแทบไม่มีข้อจำกัด หากมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการฟ้องยังจะทำให้พยานหลักฐานที่สำคัญสูญหายหรือเสียหายไปจนไม่สามารถใช้ในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา หากมีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลต่อไป จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาทบทวนบทบัญญัติตามร่างดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าสมควรที่จะให้มีกฎหมายลักษณะนี้หรือไม่ เพื่อที่จะทำให้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกมาสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่กระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนและไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชน ประธานศาลฎีกามีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี ประธาน สนช.แสดงข้อคิดเห็นและความกังวลใจดังกล่าวแล้ว

ด้านนายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ประธานศาลฎีกามีความกังวลเกี่ยวกับร่างดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.ว่าร่างมีหลักการที่ขัดต่อหลักการที่สำคัญของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และส่งผลกระทบต่อกระบวนการอำนวยความยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เนื่องจากร่างกำหนดให้มีการใช้มาตรการกับผู้ต้องหา อาทิ ให้คุมประพฤติและทำงานบริการสังคมต่างๆ เสมือนว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่ถูกตัดสินแล้วว่ากระทำผิดอาญา ทั้งที่ไม่มีคำพิพากษาของศาล และเห็นว่าการใช้อำนาจในการสั่งชะลอการฟ้องโดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกนั้น ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลที่อำนาจรัฐจะต้องโปร่งใสและมีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกได้

Advertisement

นายอธิคมกล่าวต่อว่า เมื่อมีการไกล่เกลี่ยหรือชะลอฟ้องจะไปตัดสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางศาลของผู้เสียหายเพราะมีบทบังคับห้ามศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อ แม้ผู้เสียหายจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแล้วก็ตาม จึงเห็นว่าควรทบทวนบทบัญญัติตามร่างดังกล่าวใหม่ ว่าสมควรมีกฎหมายลักษณะนี้หรือไม่ เพื่อให้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะออกมานั้นสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่กระทบต่อการอำนวยความยุติธรรม และไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชน ซึ่งประธานศาลฎีกามีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และประธาน สนช. โดยได้แสดงข้อคิดเห็นและความกังวลในเรื่องนี้แล้ว

ด้านนายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญว่า หากเจ้าหน้าที่สั่งให้คู่ความไกล่เกลี่ยหรือชะลอฟ้อง แม้คดีจะเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลแล้วก็ต้องยุติลง รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนด้วย จะส่งผลให้พยานหลักฐานต่างๆ ในคดีต้องยุติลงด้วย และหากนำมาบังคับใช้จริง ผู้ต้องหาอาจเข้าสู่กระบวนการนี้เพื่อถ่วงเวลาให้พยานหลักฐานสูญหายไป ส่วนที่ระบุว่าเป็นการลดจำนวนคดีที่จะเข้าสู่ศาลนั้น เห็นว่าควรคิดหาวิธีการป้องกันไม่ให้คนกระทำผิดดีกว่า ไม่ใช่กระทำผิดแล้วจะตัดตอนไม่ให้กระบวนการศาลเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะกระทบต่อสังคมและประชาชน จะทำให้ไม่มีการถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างกัน ทั้งนี้เพราะฝ่ายบริหารเป็นผู้จับกุม ตั้งข้อกล่าวหา และตัดสินใจสั่งชะลอฟ้องคดีอาญา โดยไม่ให้ศาลเข้าไปตรวจสอบคดีอาญาที่มีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี ซึ่งอาจจะรวมไปถึงคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ด้วย เช่น คดีฮั้วประมูล และคดีทุจริต จากการตรวจสอบพบว่าแม้หลายประเทศมีการใช้ร่างเดียวกันนี้ แต่ใช้อย่างจำกัด และกระบวนการสุดท้ายก่อนมีการคุมประพฤติ ผู้ต้องหาจะต้องเสนอไปที่ศาลให้ตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย