‘ศานิตย์’ช้ำใจพงส.คดี’บอส กระทิงแดง’ ย้ำเคยทำหน้าที่นี้มาก่อน บอกเลย’ไม่ปกติ’ คาดโทษเด้ง-วินัย-อาญา

29.03.16 | 16:41 น.

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) เปิดเผยความการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผบ.หมู่ป. สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเหตุเกิดปี 2555 แต่พนักงานสอบสวนรับผิดชอบคดีปล่อยให้ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ที่ยื่นฟ้องดำเนินคดีทายาทกระทิงแดงขาดอายุความ จนเกิดเป็นข้อครหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยจะมีการข้อสรุปเรื่องดังกล่าวให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แล้วนั้นว่า การสอบสวนคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปแล้วก็ส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการแล้ว อยู่ที่ว่าจะทำให้สำนวนในคดีดังกล่าวแน่นหนาหรือไม่อย่างไร เบื้องต้นถ้าพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานอ่อน ไม่ชัดเจน ไม่แน่นหนา แล้วถ้ายืนยันว่าบุคคลนี้เป็นผู้กระทำผิดจริง ไม่ใช่แพะหรือไม่ใช่แกะ ก็พยายามแสวงหาสำนวนการสอบสวนที่อาจจะบกพร่องให้สมบูรณ์ เพื่อจะได้มีความเห็นสั่งฟ้องส่งศาล เพื่อศาลจะได้พิจารณาดำเนินการโดยปราศจากข้อสงสัย จะได้มีการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ นั้นคือส่วนหนึ่งในกระบวนการสอบสวนดำเนินคดี ส่วนการดำเนินการสอบสวนทางคดีเพิ่มเติมนั้น ต้องอยู่ที่ชั้นอัยการ ตำรวจจะดำเนินการในส่วนที่ทำได้ที่กฎหมายให้อำนาจได้เพียงใด กำลังหาทางที่จะทำให้กระบวนการสอบสวนในเรื่องนี้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ก็คือพิสูจน์ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิด เพื่อจะดำเนินคดี ทำให้เป็นรูปธรรมต่อไป

เมื่อถามว่า พิจารณาโทษพนักงานสอบสวนที่บกพร่องนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ตาย หรือผู้ตายเกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วย ต้องยึดหลักความถูกต้องก่อนถูกใจ ส่วนผลการตรวจสอบทางวินัยพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ จะออกมาเมื่อไรนั้น เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีทั้งหมดหลายชุด บางคนก็รู้ บางคนก็ไม่ทราบ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนกระจัดกระจายอยู่นอก บช.น. อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจพบว่ามีความผิดทางอาญาก็ดำเนินการตามความผิดอาญา ถ้ามีความผิดทางวินัยก็ดำเนินการตามความทางวินัย ถ้าเอาอาญาแล้วเอาวินัยไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเอาผิดทางปกครองคือย้าย เพื่อไม่ให้สัมผัสกับพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าจะรีบรวบรวมหลักฐาน ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอตรวจสอบสำนวนเก่ากับร่างสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ มีอยู่ 2 สำนวน คือ สำนวนที่มารับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับขี่ อีกส่วนหนึ่งคือสำนวนที่ดำเนินคดีในคดีนี้ข้อหาขับขี่โดยประมาท ชนแล้วหนี เมาแล้วขับ รวมทั้งขับรถเร็ว ทั้ง 2 ส่วนมีแต่ร่างสำนวน ไม่มีความสมบูรณ์ในคดีนี้ คดีที่สมอ้างยังไม่เห็นเลย จะทำการตรวจสอบว่ามีความบกพร่องตรงไหน ใครมีหน้าที่แล้วไม่ทำก็ถือว่ามีข้อบกพร่อง ถ้าเจตนาหรือจงใจก็ต้องว่ากันไป แต่ถ้าบกพร่องแล้วโดยที่ไม่สุจริตด้วยต้องว่ากันอีกครั้ง โดยกองบัญชาการต้นสังกัดจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบก่อนว่ามีใครบกพร่องบ้าง หากย้ายออกไปนอกหน่วยแล้วให้กองบัญชาการที่เป็นต้นสังกัดใหม่ทำการตรวจสอบ

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวอีกว่า ซึ่งกรณีสมอ้างนั้นมีความผิดอยู่แล้ว หลังจากที่เขามีการดำเนินคดีแล้วในชั้นสอบสวน แต่ถึงชั้นอัยการบุคคลดังกล่าวปฏิเสธ พนักงานสอบสวนจึงต้องกลับมาทำสำนวนใหม่เต็มรูปแบบ ไม่ต้องฟ้องใบแดงหรือฟ้องด้วยวาจา ทุกอย่างเป็นขั้นตอนทางเทคนิคทั้งนั้น ถ้าใช้วิชาชีพไปในทางที่ถูกต้อง ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ ซึ่งได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งนำสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทำหนังสือขอสำนวนคดีมาตรวจสอบรวบรัด ไม่รัดกุม ทำงานแบบหยิบโหย่งไม่รอบคอบ ไม่มีหรอกทำตามกระแส มีแต่เอาความจริงมาพิสูจน์กัน เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยืนยันว่าในฐานะที่ทำงานพนักงานสอบสวนมานานกรณีดังกล่าวถือว่าไม่ปกติ

เมื่อถามว่า กรณีที่ทางอัยการสูงสุดบอกว่าไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของพนักงานอัยการและตำรวจ เกิดจากความบกพร่องเพราะผู้ต้องหาไม่มาเข้าพบนั้นจะมีการดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้นการที่จับกุมคุมขังต้องมีการออกหมายจับก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกก่อน การแจ้งข้อกล่าวหาเป็นการจับหรือไม่ใช่ ถ้าไม่จับกุมแล้วไปประกันตัวได้หรือไม่ แล้วถ้าไม่มีการจับกุมมีการประกันตัวได้อย่างไร กว่าจะส่งสำนวนไป ส่งสำนวนไปครบอายุความวันที่ 3 กันยายน 2556 ลงวันที่ 1 กันยายน 2556 อัยการรับสำนวนวันที่ 4 ก.ย.2556 เกินเวลาหรือไม่ ครั้งแรกส่งสำนวนไปมีตัว ซึ่งทำให้ตนรู้สึกช้ำใจทุกครั้งเมื่อพูดออกมา พนักงานสอบสวนทำงานกันแบบนี้ได้อย่างไร

Advertisement