เมื่อวันที่ 4 เมษายน ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์คำแหง อดีตอุปนายกสภาทนายความ ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีรถไฟชนรถบัสนำเที่ยว ที่จ.นครปฐม ว่า การรถไฟ ผู้ขับรถไฟ ต้องรับผิดตามกฎหมายแพ่งฐานละเมิด เพราะเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะเดินด้วยเครื่องจักรกล เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย จากข้อเท็จจริงเรื่องนี้การรถไฟ อ้างว่าเข้าไปตรวจอุปกรณ์เครื่องกั้นตามที่มีการร้องเรียนก็ตาม หรือทำเครื่องหมายเตือนในระยะ100เมตร ก็ตาม ถือไม่ได้ว่าเพียงพอแก่การป้องกันภัย ดังนั้นเมื่อรถไฟวิ่งชนรถบัส แม้จะมีการเบรก หรือเปิดเสียงสัญญานแล้ว แต่ตราบใดไม่มีเครื่องกั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรถบัส หากข้อเท็จจริงฟังว่า ไม่ดูให้ดี เพราะคนขับอยู่ทางขวา เด็กรถอยู่ทางซ้าย ปกติต้องช่วยดูรถอีกด้าน แต่ไม่ดูให้ดี ซ้ำเปิดเพลงเสียงดังจนไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ จนถูกชน ถือว่ากรณีนี้ต่างฝ่ายต่างประมาท ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ป้องกันไม่ได้ หากมีเจ้าหน้าที่รถไฟมาเลื่อนล้อเลื่อนหรือมีเครื่องกั้นจะไม่มีอุบัติเหตุ หรืออ้างว่ามีแต่ใช้ไม่ได้ก็ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย คดีนี้จึงเป็นคดีละเมิด ญาติคนตาย คนเจ็บสามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการรถไฟ พนักงานขับรถ ฝ่ายรถทัวร์ คนขับรถทัวร์ พร้อมดอกเบี้ย โดยมีอายุความ1ปี หากผู้โดยสารมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ก็เรียกประกันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแต่อายุความฟ้องประกันยาวกว่าคือ2ปี ถ้ามีประกันชีวิตอีก อายุความถึง10ปี
ว่าที่พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า ส่วนรถไฟจะฟ้องรถบัส หรือรถบัสจะฟ้องรถไฟ อันนี้ต้องดูว่าฝ่ายไหนประมาทกว่ากัน หากพิสูจน์ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประมาทต้องดูว่า ฝ่ายผู้เสียหายมีส่วนผิดด้วยหรือไม่ ค่าสินไหมจะจ่ายให้มากน้อยเพียงใดต้องดูว่าฝ่ายใดประมาทมากกว่ากัน เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องขอเตือนคนขับ ไม่ว่ารถไฟหรือรถอะไรที่ต้องผ่านจุดตัดหรือข้ามทางรถไฟ ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขับรถยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าคนทั่วไป

