เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เมษายน ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 66 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท บ้านชุมทอง จำกัด และบริษัท เขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
บรรยายฟ้องสรุปว่า ระหว่างปี 2550-2551 ที่ดินบริเวณเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีบางส่วน มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน บางส่วนเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินที่ทางฝ่ายทหารมีหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2534 และบางส่วนเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติ กันไว้เป็นพื้นที่ทดแทนพื้นที่ต้นน้ำ ที่ดินบริเวณดังกล่าวจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้
ต่อมา นายบุญธรรม จำเลย เป็นเจ้าของและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บจก.บ้านชุมทอง และ บจก.เขาใหญ่ฯ ที่ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและค้าขายที่ดิน มีความประสงค์จะนำที่ดินบริเวณดังกล่าว มาขอออกโฉนดเพื่อจัดสรรขายให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศในราคาสูงทำกำไรได้มาก นายบุญธรรม จำเลย ร่วมมือกับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ จำเลยคดีหมายเลขดำ อ.1666/2558 ที่เป็นนายหน้าค้าที่ดิน ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าว เนื้อที่หลายร้อยไร่ โดยนายบุญธรรม จำเลย ได้พูดกับนายเสฏฐวุฒิ มีถ้อยคำบางตอนอ้างว่า มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก.และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตหม่อมศรีรัศมิ์ หากนายเสฏฐวุฒิ มีปัญหาหรืออุปสรรคขั้นตอนใดๆ ในการขอออกโฉนดที่ดิน ให้มาบอกกล่าวกับนายบุญธรรม จำเลย ได้ทันที ถ้อยคำนั้น เป็นการแอบอ้าง จาบจ้วง ล่วงเกิน ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์รัชทายาท และต่อมายังได้พูดแอบอ้างกับนายเสฏฐวุฒิอีก โดยมีเจตนาชัดเจนที่ต้องการแอบอ้างรัชทายาท เพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์ เหตุเกิดที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ
โดยศาลได้เบิกตัว นายบุญธรรม หรือป๋าชื่น มาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่บุตรชาย และญาติสนิท เดินทางมาให้กำลังใจด้วย
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่นำสืบแล้ว เห็นว่าโจทก์มีพนักงานสอบสวน 4 นาย เป็นชุดพนักงานสอบสวนที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เมื่อปี 2558 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนกว่า 30 นาย เพื่อสืบสวนสอบสวนหลักฐานทางคดี เบิกความสอดคล้องกันถึงคำให้การของนายเสฏฐวุฒิ ผู้ต้องหา ให้การว่าช่วงปี 2550-2551 ได้รับประสานให้รวบรวมที่ดินที่ อ.ปากช่องและได้รับเงินเดือนๆ ละ 20,000 บาทจากจำเลย โดยจำเลยอ้างกับนายเสฏฐวุฒิ ว่าหากมีปัญหาดำเนินการให้มาบอกเพราะรู้จักกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตหม่อมศรีรัศมิ์
นอกจากนี้ ยังมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินปากช่อง เบิกความว่าครั้งแรกนายเสฏฐวุฒิ มาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจะทำโรงแรม แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นภูเขาสูงชัน มีความชันเกินกว่า 35 องศา และเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทหาร ไม่สามารถออกโฉนดได้ ภายหลังนายเสฏฐวุฒิ ได้ดำเนินการอีก โดยระบุว่าจำโฉนดที่ดินไปถวาย นอกจากนี้ ยังมีนายก อบต.อีกปาก เบิกความว่าเมื่อปลายปี 2550 มีการมาขอให้พยานรับรองออกโฉนดที่ดิน พยานแจ้งว่าการออกโฉนดไม่สามารถดำเนินการได้ โดยคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นลำดับขั้นตอนและสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน อีกทั้งพยานดังกล่าวไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงรับฟังได้ว่าคำเบิกความของพยานเป็นไปตามหน้าที่
ส่วนที่นายเสฏฐวุฒิ จำเลยอีกสำนวนหนึ่ง รับสารภาพไปก่อนหน้านี้และศาลมีคำตัดสินแล้ว มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้โดยอ้างว่าไม่ได้รับสารภาพโดยสมัครใจ ถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ว่าจะทำร้ายครอบครัวนั้น ศาลเห็นว่าเมื่อมีการฟ้องคดีนายเสฏฐวุฒิ ศาลให้โอกาสเต็มที่ในการต่อสู้คดีแต่จำเลยรับสารภาพ มีคำตัดสินและคดีถึงที่สุดเมื่อไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ขณะที่คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสฏฐวุฒิ ได้กระทำต่อหน้าทนายความ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นการซัดทอดจำเลยด้วย แต่คำให้การนั้นไม่ทำให้นายเสฏฐวุฒิ พ้นจากความผิดเช่นกัน อีกทั้งการสอบสวนทำในรูปแบบของคณะทำงานตามคำสั่งของ ผบ.ตร. คำให้การจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฟังได้ว่าคำให้การของพนักงานสอบสวนนั้นได้มาโดยชอบ
สำหรับที่จำเลยสู้ว่าถูกกลั่นแกล้งเพราะจำเลยให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูงเช่าที่เปิดบ่อนโคลอนเซ่นั้น จำเลยมีเพียงตนเองและบุตรชาย เบิกความโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์ในการออกโฉนดที่ดิน ได้มีการกล่าวอ้างถึงองค์รัชทายาท ทำให้ถูกดูหมิ่นและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวม 2 กระทงๆ ละ 8 ปี รวม 16 ปี ทางนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเห็นควรลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลย 2 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 12 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายบุญธรรมได้พูดคุยกับบุตรชายและญาติ มีการหารือว่าจะนำคำพิพากษาไปปรึกษาทีมทนายว่าจะมีการอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้นำตัวนายบุญธรรม ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ อายุ 52 ปี อาชีพนายหน้าค้าที่ดิน เป็นน้องชายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น อัยการฝ่ายคดีอาญา 9 ยื่นฟ้องเป็นจำเลยฐานเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ชั้นพิจารณา นายเสฏฐวุฒิ ให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ว่า นายเสฏฐวุฒิ กระทำผิดจริง ตามมาตรา 112 ให้จำคุก 5 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี 6 เดือน

