เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังประชุมติดตามเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด และนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม และพล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ10 ว่าในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานศาลยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการประชุมมอบหมายให้หน่วยงานดังกล่าวไปรวบรวมและแบ่งกลุ่มคดีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.คดีสำคัญ 2.คดีทั่วไปที่ประชาชนสนใจ และ 3.คดีทุจริต ให้ตรวจสอบดูว่าแต่ละคดีมีหน่วยงานใดรับผิดชอบบ้าง
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า มอบหมายให้ดีเอสไอรับหน้าที่เป็นเลขานุการ และรวบรวมข้อมูลจากทั้ง 3 กลุ่มคดีดังกล่าว คดีสำคัญและคดีทั่วไปที่ประชาชนสนใจ มอบหมายให้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ รับผิดชอบ ส่วนคดีทุจริตมอบหมายให้ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) รับผิดชอบรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ ได้ให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูลคดีทั้งหมดในเวลา 1 เดือน จากนั้นจะทราบตัวเลขทั้งระบบ และทราบปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเหตุใดการดำเนินคดีจึงเกิดความล่าช้าและติดขัดในขั้นตอนไหนบ้าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวนของคดีที่เกิดขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม ว่ามีจำนวนเท่าใด อีกทั้งตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าการติดตามคดีดังกล่าว ไม่ใช่เพราะหน่วยงานของพวกเขาไม่ทำงาน แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีสั่งการมายังตน และปัญหาที่เกิดไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นมาทุกรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมครั้งนี้มีการนำประเด็นคดีคลองด่านมาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กำลังให้ดีเอสไอและทีมกฎหมายดำเนินการคัดสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะศาลตัดสินว่าคดีนี้มีการทุจริต สอดคล้องกับทิศทางการจ่ายเงินของภาครัฐหรือไม่ ในเมื่อมีการทุจริตทั้งภาครัฐและเอกชน ตนยังไม่มั่นใจในรายละเอียด และทำไมรัฐจึงต้องเข้าไปรับผิดชอบกับความเสียหายตรงนี้ เป็นคำถามที่ต้องไปหาคำตอบ เมื่อรัฐจะต้องจ่ายงวดที่สองต่อไป รัฐจะผิดหรือไม่ เพราะศาลตัดสินว่าคดีไม่ถูกต้องและรัฐจะจ่ายทำไม ตนรีบทำให้ได้ข้อยุติก่อนจะถึงกำหนดการจ่ายเงินในงวดที่สอง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะไม่จ่าย แต่ถ้าจ่ายจะต้องดูว่ามีเหตุผลใดบ้าง หรือถ้าไม่จ่ายต้องดูว่ามีเหตุผลอะไร ต้องนำคำพิพากษาศาลฎีกามาตรวจสอบอย่างละเอียดว่าการจ่ายเงินของรัฐขัดต่อคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องศึกษารายละเอียดอีกสักระยะหนึ่ง
“ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่มีข้อสงสัยและเอะใจที่เห็นคำพิพากษาที่ตัดสินว่ามีการทุจริตแต่เหตุใดรัฐต้องนำเงินภาษีประชาชนไปจ่ายค่าโง่ ดังนั้น จึงขอให้ฝ่ายกฎหมายเร่งรัดการตรวจสอบว่าเงินจ่ายค่าโง่ดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ จ่ายได้หรือไม่ได้อย่างไร หากจ่ายต่อไปจะถูกต้องหรือไม่ โดยเร่งรัดให้มีข้อสรุปเร็วที่สุด” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

