คุมตัวผจก.ไฟฟ้า พี่รองเจ้าอาวาสวัดกุฏิทอง ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

1.06.18 | 14:05 น.

จากกรณีที่ชาวบ้าน ต.บ้านหม้อ อ.พรมบุรี จ.สิงห์บุรี เดินทางเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม เพื่อให้ช่วยติดตามหาพระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ 4 รวม 3 องค์ ที่หายไปจากวัดตราชู ตั้งแต่ปี 2559 หลังจากนั้นก็มีการจับกุม พระครูไกรศร วิลาศ เจ้าอาวาสวัดตราชู ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดหรือเป็นของผู้อื่นหรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และพระครูวิลาสกิจจานุกูล รองเจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด หรือเป็นของผู้อื่นหรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการหายไปของพระพุทธรูปดังกล่าว พร้อมให้พระทั้ง 2 รูป สละสมณเพศ แล้วนำตัวไปฝากขังยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ซึ่งขณะนี้ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำสระบุรี


ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 1 มิถุนายน ที่กองบังคับการกองปราบปราม กองกำกับการ 4 พนักงานสอบสวนได้ ควบคุมตัวนายอนุรักษ์ ชูเนตร ผู้จัดการโรงไฟฟ้าไฟฟ้าป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ผู้ต้องหาร่วมกันนำพระพุทธรูปหน้าตัก 25 นิ้วไปขาย และ เป็นพี่ชายอดีตพระครูวิลาสกิจจานุกูล รองเจ้าอาวาสวัดกุฏีทอง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งถูกจับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้ มาสอบปากคำที่กองปราบ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้ได้ที่บ้านพักใกล้วัดท่าโขลง ตำบลวัดตูม อำเภอเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ขยายผลจากการจับกุมอดีตพระครูวิลาสกิจจานุกูล หรือ อดีตพระครูกิตติ และ ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย ในหลายคดีที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาและ อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แต่แนวทางการสืบสวนทราบว่านายอนุรักษ์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหลังพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ของวัดตราชู หายไปต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามกลับคืนมาได้ 1 องค์ จากการสอบสวนพบว่าอดีตพระกิตติได้นำพระพุทธรูป 1 องค์นี้ไปฝากไว้ที่บ้านของนายอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพี่ชาย ก่อนเคลื่อนย้ายพระคืนวัดกุฎีทองและส่งคืนวัดตราชู ส่วนพระพุทธรูปอีก 2 องค์ยังหายสาบสูญอยู่

Advertisement

หลังจากนี้จะได้เเจ้งข้อกล่าวหาเเละจะส่งตัวผู้ต้องหาไปฝากขัง ที่ศาลอาญาทุจริตและคดีประพฤติมิชอบกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา ในข้อหาร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ รับของโจร

อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนยังพบว่าอดีตพระกิตติมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข บางน้ำเชี่ยว จ.สิงห์บุรี รวมถึงเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลในพื้นที่ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพระที่เป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดสิงห์บุรี

นอกจากนี้เมื่อวานที่ผ่านมาตำรวจกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 4 จุด พบของกลางเป็นพระโบราณกว่า นับพันองค์ ซึ่งพระทั้งหมดยังไม่ทราบที่มาที่ไป หวั่นว่าเป็นพระที่ถูกโจรกรรมมาจากทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ตำรวจอายัดไว้ที่วัดกุฎีทอง แล้ว

พ.ต.อ.แมน เเม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป กล่าวว่า จากการสอบปากคำ นายอนุรักษ์ ผู้ต้องหาให้การซัดทอดว่าไปเอาพระพุทธรูปมาจากที่ไหนบ้าง ซึ่งพระพุทธรูปที่ได้อายัดไว้มีเป็นจำนวนมากนับพันองค์ส่วนหนึ่งนำมาไว้ที่กองกำกับการ4 กองปราบ และมีหลายฝ่ายติดต่อเข้ามาว่าพระดังกล่าว ถูกโจรกรรมจากที่อื่นมาบ้างหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ทำรายละเอียด หากทำรายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธรูปของกลางดังกล่าวแล้วจะอัพโหลดรูปภาพขึ้นหน้าเว็บของกองปราบเพื่อให้ชาวบ้านได้ดูว่ามีพระของกลางดังกล่าวนั้นได้ถูกโจรกรรมมาจากวัดใดกันบ้าง ซึ่งถ้าตำหนิรูปพรรณก็ให้มาติดต่อที่กองบังคับการปราบปราบ ขณะนี้ตัวผู้ต้องหายังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนอยู่ ส่วนจะให้การปฏิเสธ หรือให้การเป็นประโยชน์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเพราะถือว่าจับกุมโดยชอบตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติไม่ชอบภาค 1 ส่วนของกลางที่ยึดได้ในวันนี้มาจากการที่ได้ขอหมายค้นจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1เข้าทำการตรวจค้นบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีรายงานว่าเป็นภรรยาของพระครูวิลาส กิจจานุกูล ก็ได้พบของกลางเป็นพระพุทธรูปจำนวนมาก จึงนำมาอาญัติไว้เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของ ของกลางดังกล่าว ส่วนขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับภรรยาของพระครูวิลาส เนื่องจากว่าต้องรอตรวจสอบที่มาที่ไปของ ของกลางและการยึดของกลางดังกล่าวเป็นไปตามหมายค้นไม่ใช่หมายจับกุมตัว

พ.ต.อ.แมน กล่าวว่า พระของกลางที่อาญัติมาได้นั้นส่วนมากเป็นพระโบราณ แต่ก็จะมีปนกันทั้งพระเก่าพระใหม่แต่ราก็ยังพบว่ามีการดัดแปลงสภาพพระ เช่น การนำมาทาสีใหม่เพื่อพรางให้พระเก่าดูเป็นพระใหม่เกือบทุกองค์นั้นเกือบแปลงสภาพเพื่อไม่ให้มีใครสงสัย