“โฆษกศาล”ชี้วิจารณ์คำตัดสินศาลฎีกา คดีแพทย์รักษา”น้องหมิว”จนพิการ หมิ่นเหม่ดูหมิ่นศาล

7.04.16 | 20:41 น.

เมื่อวันที่ 7 เมษายน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา วิพากษ์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12498/2558 ระหว่าง ด.ญ.กนกพรหรือมาริสา ทินนึง โจทก์ กับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำเลย ผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ สรุปใจความว่า “คดีนี้เป็นเรื่องใหญ่ในวงการแพทย์ เพราะจะทำให้แนวทางการรักษาโรคเปลี่ยนไปหมด ผู้ป่วยได้รับการถ่ายภาพรังสีเมื่อ วันที่ 26 มิ.ย.47 ให้ยารักษาวัณโรคเมื่อวันที่ 1 ก.ค.47ต่างกัน 5 วัน ผู้พิพากษาคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยปัญญาอ่อน ความจริงวัณโรคเป็นโรคเรื้อรัง ค่อยเป็นค่อยไป การให้ยาต่างกัน 5 วัน ไม่ได้ทำให้ผลการรักษาต่างกันมากนัก” และได้แสดงความเห็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมในเชิงลบนั้น

นายสืบพงษ์ กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่าคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความรับผิดทางการแพทย์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายแพทย์ผู้ทำการรักษาบนพื้นฐานหลัก res ipsa loquitur (ใช้ในเรื่องประมาทในทางละเมิด) ผู้ป่วยหรือโจทก์เพียงแต่พิสูจน์ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างไปรับการรักษาจากแพทย์ก็เพียงพอแล้ว ส่วนฝ่ายจำเลยหรือแพทย์ผู้ทำการรักษามีหน้าที่พิสูจน์ว่าตนมิได้ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์หรือผู้ป่วยได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ดังจะเห็นจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หยิบยกคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลย คือ นพ.ฐิติกร ตรีเจริญ แพทย์เวรเจ้าของไข้ และ พญ.นุชนาฏ ภูริพันธ์ภิญโญ แพทย์เวรรับช่วงต่อจาก นพ.ฐิติกร ขึ้นมาพิจารณาตามภาระการพิสูจน์ของกฎหมาย แล้วใช้ดุลยพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า คู่ความฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่ากัน ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายชนะคดี

“ศาลจึงมิได้พิพากษาคดีโดยใช้หลักความเห็นอกเห็นใจสำคัญกว่าความถูกต้องของข้อเท็จจริงแต่ประการใด แต่อยู่บนพื้นฐานหลักการรับฟังพยานหลักฐานตามบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อที่ศ.นพ.สมศักดิ์ ผู้วิพากษ์กล่าวว่า ผู้พิพากษาไม่มีความรู้ทางการแพทย์และไม่รู้ข้อจำกัดของแพทย์และสถานบริการนั้น ขอเรียนว่า ตามหลักวิชาพยานหลักฐาน เป็นหน้าที่ของคู่ความที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบตามภาระการพิสูจน์ คดีนี้ฝ่ายจำเลย นำเฉพาะ นพ.ฐิติกร และ พญ.นุชนาฏ กับศ.นพ.สมศักดิ์ ผู้วิพากษ์ เป็นพยานเข้าเบิกความเท่านั้น ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นคนกลาง เช่น พยานแพทย์ประจำราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยมาเบิกความเพื่อแสดงขั้นตอนอาการความเจ็บป่วยของโจทก์ ตลอดจนวิธีการรักษาโดยลำดับตามมาตรฐานวิชาชีพแพทย์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ”โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวต่อว่า ส่วนที่กล่าวหาว่าผู้พิพากษาตัดสินผิด ไม่มีความยุติธรรมนั้น ขอเรียนว่า ศาลยุติธรรมมีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.) ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลในด้านตุลาการ มีภารกิจกำหนดคุณสมบัติ สรรหา และบรรจุแต่งตั้ง พัฒนา ควบคุมให้ข้าราชการตุลาการอยู่ในกรอบแห่งจริยธรรม และมาตรการในการรักษาวินัย หากผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องเรียนกล่าวหาต่อหน่วยงานดังกล่าวได้ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่มิได้เป็นการติชมโดยสุจริตหรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ศาลยุติธรรม อาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวนายมนูญ และนางเยาวภา ทินนึง บิดามารดาของ ด.ญ.กนกพร หรือ น้องหมิว ทินนึง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 12 ล้านบาท จากกรณีที่ ด.ญ.กนกพร เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลย ระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2547 ด้วยอาการไข้สูง ปวดหัว ซึ่งแพทย์สงสัยว่า ปอดบวม แต่ตลอด 3 วัน ไข้ไม่ลด แต่ยังสามารถพูดคุยรู้เรื่อง ทานอาหารเองได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ กระทั่งวันที่ 29 มิถุนายน 2547 อาการทรุดลง มีอาการชักในบางครั้ง แพทย์จึงเจาะไขสันหลัง จน ด.ญ.กนกพร ไม่รับรู้อะไรได้อีก และแพทย์สงสัยว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แล้ววันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น แพทย์วินิจฉัยว่าสมองติดเชื้อ เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง รับรู้อะไรไม่ได้และควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นมีการร้องเรียนไปที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอความเป็นธรรม โดยเมื่อเดือนมีนาคม2559 มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ให้กระทรวงสาธารณสุขต้องชดใช้เงิน 2 ล้านบาทให้ครอบครัวทินนึง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเมื่อปี 2552

Advertisement