จับไม่หมด ขบวนการลักลอบตัดไม้ยังอาละวาดเมืองแพร่

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน กำลังผสมบูรณาการเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหาร เข้าชักลากไม้เถื่อนที่บริเวณป่าบ่อแก้ว แม่สูง แม่สิน หมู่ 7 ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ หลังจากบุกจู่โจมเข้าจับกุมการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าได้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

นายเสน่ห์ แสนมูล หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้วังชิ้น หัวหน้าชุดจับกุมให้สัมภาษณ์ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย. 2561 ที่บริเวณห้วยดอยแก้ว ท้องที่ บ.เปาปมดงยาง ม.7 ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ เขตป่าสงวนฯ ป่าบ่อแก้ว ป่าแม่สูงและป่าแม่สินเจ้าหน้าที่บูรณาการกำลัง จับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้เถื่อนที่ อ.วังชิ้น โดยการนำนายเสน่ห์ แสนมูล หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้วังชิ้น, หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่พร.14 (แม่แปง) และหน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่าแพร่ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้วังชิ้น, หน่วยป้องกันฯ พร.14 (แม่แปง, กองพันทหารม้าที่ 12, สถานีตำรวจภูธรนาพูน, สายตรวจปราบปราม สจป.3 สาขาแพร่, ศปทส.ตำรวจภูธรภาค 5, ตชด. 32 และสวนป่าแม่สูง แม่สิน ออป.ร่วมกันออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฏหมายว่าด้วยการป่าไม้ฯ

ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจพบการกระทำผิดจำนวน 1 ราย – สามารถตรวจยึดไม้กระยาเลยท่อน (ประดู่, แดง) จำนวน 8 ท่อน ปริมาตร 1.46 ลบ.ม. คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 43,200 บาท พิกัด 47Q 0591138E 1974878N นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาพูน ดำเนินคดี ตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 ม.11, ม.69 พรบ.ป่าสงวนฯ 2507 ม.14 ตามปจว.ข้อที่ 3 เวลา 14.00 น. ลว.13 มิ.ย 61 คดีอาญาที่ 51/61 ยึดทรัพย์ที่ 19/61 ซึ่งสามารถลำเลียงออกจากป่าได้ในวันนี้


ผู้สื่อข่างรายงานว่า ประเด็นการทำลายป่าตัดไม้เถื่อนที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนรวมทั้งเครือข่ายทรัพยากรในจังหวัดแพร่ พยายามเรียกร้องในประเด็นการใช้กฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ป่าไม้ที่ล้าหลัง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเขตป่าสงวนแห่งขาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำให้ประชาชนที่เห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำไม่สามารถเข้าไปจัดการหรือชี้เบาะแสได้ เนื่องจากมีกฎหมายที่เข้มงวดต่อประชาชน และการเข้าจับกุมทุกครั้งไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แต่อย่างใด

จากเรื่องนี้เป็นกระแสต่อต้านขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประชาชนและพยายามขอสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่า แต่กฎหมายยังไม่เปิดช่องให้มีการรับผิดชอบโดยชุมชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่อำนาจจะอยู่ที่เจ้าพนักงานป่าไม้ทุกประการ เมื่อกฎหมายไม่เปิดให้ประชาชนได้ดำเนินการปกป้องพื้นที่ป่าถึงแม้จะมีขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายน้อย พี่น้องชาวบ้านที่มีความหวงแหนป่าไม้ ประชาชนก็จะบอกกล่าวไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยภาครัฐว่า จะมีการทำงานในหน้าที่ได้มากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นไปได้ถ้าภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีการหวงแหนป่ามีกฎหมายคุ้มครองให้คณะกรรมการหมู่บ้านได้ช่วยกันดูแลพื้นที่ป่า โดยจัดเป็นป่าชุมชนขึ้นแต่ละพื้นที่ ให้พี่น้องประชาชนมีการบริหารจัดการป่าด้วยตนเอง คาดว่าปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจะเบาบางลง