‘หมออุดม’ ค้านปรับสอบ GAT/PAT เร็วขึ้น หวั่นซ้ำปัญหาเดิมเด็กทิ้งห้องเรียน

27.06.18 | 13:55 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นพ.อุดม  คชินทร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  กล่าวถึงกรณีที่ ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)เตรียมปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ซึ่งพบปัญหา ระบบล่ม  กั๊กที่นั่ง  ในรอบ 3 โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด เพื่อหาข้อเท็จจริง ผลดี ผลกระทบ ปัญหาของทีแคส เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ วางแผนในการพัฒนาการทำงานในปีการศึกษา 2562 คาดว่าได้จะข้อสรุปไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคสที่มีนายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)เป็นประธาน เสนอให้คงรูปแบบการคัดเลือกไว้จำนวน  5 รอบเหมือนเดิม  แต่จะปรับลดระยะเวลาจาก 10 เดือนเหลือ  5 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการสอบเดือนมกราคม สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม  ทำให้ต้องปรับการจัดทดสอบความถนัดทั่วไปหรือGAT  และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือPAT เร็วขึ้น ว่า  หากปรับระยะเวลา ให้เริ่มกระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งแต่ช่วงมกราคม อาจจะทำให้เกิดปัญหา เด็กทิ้งห้องเรียน วนกลับมาอีก ซึ่งส่วนตัวคิดว่า กระบวนการสอบเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยจะต้องเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม เพื่อให้เด็กเรียนในห้องเรียนจนครบหลักสูตร

“การให้เด็กเรียนในห้องเรียนจนครบหลักสูตร เป็นหลักการสำคัญ  และเรื่องนี้ไม่ควรขยับ หรือจัดสอนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยก่อนที่เด็กจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  การสอบต่าง ๆ ควรจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่ง ทปอ. ต้องไปปรับลดช่วงเวลาทีแคสให้สั้นลง เพราะ 10 เดือน  ยาวเกินไป ทำให้เด็กและผู้ปกครอง กระวนกระวายใจ และเกิดความเครียด” นพ.อุดมกล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. กล่าวต่อว่า   ส่วนเวลาในการจัดสอบควรจะเหลือกี่เดือนนั้น  ที่ผ่านมาตนเคยแนะนำ ให้ลดระยะเวลาการคัดเลือกด้วยระบบทีแคสให้เหลือ 2 เดือน  แต่ทางข้อเสนอเบื้องต้น ของคณะกรรมการพัฒนาระบบ ของ ทปอ.บอกว่า สามารถลดได้เหลือ 5 เดือน โดยมองว่า 2 เดือน ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน  กระบวนการแต่ละรอบต้องใช้เวลา ซึ่งตนเองก็เข้าใจ แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้หาจุดกึ่งกลาง ลดระยะเวลาการจัดสอบทีแคสให้เหลือน้อยที่สุด หากไม่ได้ภายใน 2 เดือน ก็ขอให้น้อยกว่า 5 เดือน หรือเหลือแค่ 4 เดือน  ก็ยังทำให้นักเรียนและผู้ปกครองกระวนกระวายใจน้อยลง  ที่สำคัญ กระบวนการจัดสอบเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไม่ควรจะไปทับซ้อนกับเวลาเรียนในห้องเรียนของเด็ก ตรงนี้ขอย้ำ เพราะเป็นหลักการสำคัญ