มธ.จัดครบรอบ 84 ปีสถาปนาธรรมศาสตร์ ยก ‘ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ’ กีรตยาจารย์ปี’60

27.06.18 | 16:40 น.

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ จัดงาน สถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 84 ปี ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 85 รูป โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภา มธ. เป็นประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระพุทธธรรมทิฐิศาสดา มีการแสดงขับร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัย (ทำนองมอญดูดาว) และเพลงมาร์ช ม.ธ.ก. โดยชุมนุมขับร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมพิธีมอบเหรียญจักรพรรดิมาลา เข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ และโล่เกียรติคุณให้แก่อาจารย์และบุคลากรที่ดำรงตำแหน่งการบริหารครบวาระ พร้อมการปาฐกถาหัวข้อ “เถรวาทในเอเชียอาคเนย์ ต้นสหัสวรรษที่สองหลังคริสตกาล : มุมมองจากหลักฐานใหม่ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ” โดย ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีศิษย์เก่า มธ.เข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ที่ปรึกษาศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเครือเซ็นทรัล นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ.กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ริเริ่มโครงการความเป็นเลิศด้านวิชาการขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูบุคคลผู้ทำชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งคัดเลือกผู้ที่ควรได้รับมอบรางวัลกีรตยาจารย์ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและเพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินตามต่อไป

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. ได้จัดงาน “วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ครบรอบปีที่ 84” นับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2477 จากแนวคิดของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ต้องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนการสอนเรื่องประชาธิปไตย เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบการปกครองใหม่ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 84 ปี แต่ มธ.ยังคงสืบสานหลักการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยในวาระครบรอบ 84 ปี แห่งการสถาปนา มธ. ได้จัดกิจกรรมครบรอบโดยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 85 รูป พร้อมรับชมการขับร้องเพลงประสานเสียงจากชุมนุมขับร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในบทเพลงประจำมหาวิทยาลัย (ทำนองมอญดูดาว) เพลงมาร์ช ม.ธ.ก. และเพลงพระราชนิพนธ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ยูงทอง)

“ผู้ได้รับมอบรางวัลกีรตยาจารย์ประจำปีนี้คือ ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์วิชา มีการเขียนบทความและผลงานวิชาการจำนวนมาก อาทิ หนังสือ รัฐฉาน (เมืองไต) : พลวัตของชาติพันธุ์ในบริบทประวัติศาสตร์และสังคมการเมืองร่วมสมัย, หนังสือ จิตรกรรมพุทธศาสนาสมัยพุกาม : รูปแบบและความหมายของศิลปะแห่งศรัทธา นับได้ว่าเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์แก่วงการการศึกษาด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเป็นอย่างมาก นอกจากความโดดเด่นด้านวิชาการแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย” รศ.เกศินีกล่าว

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ พิเศษ นรนิติ ประธานในพิธียังมอบเหรียญจักรพรรดิมาลาแก่อาจารย์และบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งมอบเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศแก่ศิษย์เก่าดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์ และมอบโล่เกียรติคุณแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ สำหรับผู้ได้รับเข็มเกียรติยศปีนี้คือ ศ.วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เนื่องจากเป็นผู้อุทิศตนในการพัฒนาและสร้างมาตรฐานให้วิชาชีพบัญชีของไทยให้มีมาตรฐาน สามารถทัดเทียมสากลได้

Advertisement

ด้าน ศ.ดร.เสมอชัยกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “เถรวาทในเอเชียอาคเนย์ ต้นสหัสวรรษที่สองหลังคริสตกาล : มุมมองจากหลักฐานใหม่ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ” ว่า ต้องขอบคุณทางมหาวิทยาลัยที่มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้ ดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสในการแสดงปาฐกถาครั้งนี้ โดยที่เลือกสมัยนี้เพราะมีความน่าสนใจในบรรยากาศและบุคลิกภาพ เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจคำว่าเถรวาทหมายถึง เป็นไปตามแนวทางแห่งพระเถระ ในที่นี้เถรวาทอ้างพระเถระ 500 รูป ภายใต้การนำของพระมหากัสสปะที่ได้ประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด้จปรินิพพานเพียง 3 เดือน ดังนั้น เถรวาทจึงยึดถือกันว่า คัมภีร์พระไตรปิฎกของฝ่ายตนได้เป็นต้นเค้าคำสอนดั้งเดิมที่สุดในพระพุทธศาสนา โดยคัมภีร์พระไตรปิฎกดังกล่าวยังเป็นฉบับสมบูรณ์เพียงฉบับเดียวที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ทั้งยังคงถูกจดจำหรือบันทึกไว้ในภาษาอินโดอารยันตอนกลางที่ใช้กันในระยะเวลาร่วมสมัยกับพุทธกาล ได้แก่ภาษาบาลีด้วย อย่างไรก็ตาม รูปศัพท์ของคำว่า “เถรวาท” เพิ่งปรากฏหลักฐานการใช้งานชัดเจนว่า ถูกใช้เป็นชื่อเรียกนิกายพุทธศาสนาในคัมภีร์ทีปวงศ์ที่รจนาขึ้นในศรีลังกา ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเกือบหนึ่งพันปี

“เถรวาทเกิดขึ้นโดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันในเรื่องการตีความข้อปฏิบัติบางประการตามหลักวินัยสงฆ์เมื่อคราวสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 ที่เมืองเวสาลี ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วราวหนึ่งศตวรรษ ความไม่ลงรอยกันดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแตกแยกของนิกายพุทธศาสนาเป็นสองฝ่าย พวกข้างมากได้ชื่อว่า ‘มหาสังฆิกะ’ มักเชื่อกันว่าเป็นต้นธารใหญ่ของมหายานในเวลาต่อมา ส่วนพวกข้างน้อยคือ ‘สถวีระ’ ได้เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนานิกายย่อยหลายนิกาย ซึ่งในจำนวนนั้นมี ‘เถรวาท’ รวมอยู่ด้วย โดยนิกายพุทธศาสนาที่เป็นบรรพบุรุษหรือเครือญาติของเถรวาทเชื่อกันว่าเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในแถบอวันตี แคว้นมัธยประเทศ ทางภาคกลางของอินเดียในปัจจุบัน จากนั้นจึแพร่กระจายลงมาทางใต้ของทวีปมากขึ้น กระทั่งคัมภีร์ทีปวงศ์และมหาวงศ์แต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีในศรีลังกา เมื่อราวประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4-5 อธิบายการแพร่เข้ามาของเถรวาทจากชมพูทวีปสู่ศรีลังกาว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ภายใต้ราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศก ที่เมืองปาฏลีบุตร” ศ.ดร.เสมอชัยกล่าว

ศ.ดร.เสมอชัยกล่าวต่อว่า หลักฐานทางโบราณคดีที่อาจยืนยันการปรากฏตัวของเถรวาทในภูมิภาค ได้แก่ จารึกในพุทธศาสนาที่ใช้ภาษาบาลี อันเป็นภาษาทางการของเถรวาท พบได้ในหลายเขตวัฒนธรรมโบราณ เช่น ผิ่วและมอญในดินแดนพม่าตอนกลางและล่าง รวมถึงทวารวดีในดินแดนประเทศไทย ล้วนมีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ลงมาแล้วทั้งสิ้น โดยเถรวาทรุ่นเก่าของภูมิภาคเหล่านี้อาจมีที่มาจากทางภาคใต้ของอินเดียหรือศรีลังกา หรือจากทั้งสองแหล่ง และแม้แต่ในส่วนซึ่งมีที่มาจากศรีลังกาก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดเป็นเถรวาทภายใต้ขนบมาตรฐานแบบสำนักมหาวิหาร ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองและอยู่ในราชูปถัมภ์น้อยกว่านิกายอภัยคีรี