‘ไพบูลย์’ หนุนร่างรธน.ชู ‘พุทธเถรวาท’ นักวิชาการอิสระชี้รัฐลำเอียง-ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

11.04.16 | 13:34 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยกรณีที่นายสมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพุทธศาสนา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somrit Luechai ระบุว่า “เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 คือในมาตรา 67 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งระบุว่า “…ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมของพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา…” ทำไมต้องระบุคำว่า “พุทธศาสนาเถรวาท” ว่า เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. ฉบับสมบูรณ์ ถือว่ามีความชัดเจนดี โดยประเทศไทยมีประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนากว่า 90% และเกือบทั้งหมดนับถือนิกายเถรวาท ซึ่งแตกต่างกับนิกายอื่น ตรงที่นิกายเถรวาทยึดการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ นอกจากนี้ จะเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญยังตัดถ้อยคำในวรรค 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ที่รัฐให้สิทธิในการนับถือศาสนานิกายต่างๆ ได้ เท่ากับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐจะเน้นให้การสนับสนุนศาสนาพุทธ เฉพาะนิกายเถรวาทเป็นพิเศษ ตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหาการบิดเบือนพระธรรมวินัย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีการบิดเบือนไปมาก และหากพบว่านิกายใดกระทำการบิดเบือนพระธรรมวินัย ก็ชัดเจนว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกำหนดชัดเจนดังกล่าว จะทำให้เกิดความแตกแยกทางศาสนามากขึ้นหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่ทำให้เกิดความแตกแยก เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญ ส่วนศาสนาพุทธนิกายอื่น หรือศาสนาอื่นๆ รัฐก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่จะส่งเสริมตามความเหมาะสมของสังคมในภูมิภาคนั้นๆ อาทิ ภาคใต้ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม รัฐก็จะส่งเสริมตามขนบธรรมเนียมประเพณีในแต่ละภูมิภาค ไม่ให้บิดเบือน หรือนำศาสนาอื่นเข้าไปแทรกแซงให้เกิดความแตกแยก หรือเกิดความขัดแย้ง มีอยู่อย่างไรก็คงไว้ ตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง

ด้านนายชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะแสดงถึงความลำเอียงของรัฐในการให้ความสำคัญกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือแม้กระทั่งให้ความสำคัญกับศาสนาใด ยังแบ่งแยกนิกาย เป็นการปฏิบัติต่อพลเมืองด้วยความไม่เสมอภาค กระทบต่อหลักการทางประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อีกทั้ง การกำหนดเช่นนี้ อาจเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางของศาสนา เพราะหากพูดถึงนิกายเถรวาท ในกฎหมายลูกที่จะเกิดตามมาต้องระบุอีกว่าเถรวาทแบบไหน ซึ่งแต่ละแบบจะมีแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่รัฐสนับสนุนนิกายใดเป็นพิเศษ อาจเป็นไปได้ที่จะบังคับให้ประชาชนเชื่อ หรือยึดถือตามแนวปฏิบัตินั้นๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในศาสนาอื่นมาแล้ว

“หากใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่าต่อไปรัฐมีสิทธิเข้ามากำหนดว่าจะให้ประชาชนนับถือเถรวาทแบบไหน ถือเป็นการล้ำเส้น และคงจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เพราะรัฐไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการเลือกที่จะนับถือศาสนา ทั้งที่จริงแล้ว รัฐไม่ควรกำหนดว่าจะสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ควรกำหนดไว้กว้างๆ แค่ว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา เช่นรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก็ดีแล้ว”นายชาญณรงค์กล่าว