ปัญหานักเรียนทุนในคณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศ “เบี้ยว” สัญญาชดใช้ทุน โดยไม่ยอมทำงานใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี ในพื้นที่ห่างไกลเมื่อเรียนจบ
เป็นปัญหาที่ “เรื้อรัง” มายาวนานหลายสิบปี
ทำให้ไม่ว่ามหาวิทยาลัยรัฐจะผลิต “แพทย์” ออกมาเท่าไหร่ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐในพื้นที่ห่างไกล
ก็ยัง “ขาดแคลน” หมอ และชาวบ้านในพื้นที่ทุรกันดาร ยังคงไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างที่ควรเป็น
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีข้อมูลว่า ในแต่ละปี
มีแพทย์ที่จับสลากเพื่อเลือกพื้นที่ไปใช้ทุนประมาณ 600 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 20-30 คน เมื่อรู้ว่าตัวเอง
จะต้องลงไปทำงานในพื้นที่ใด
ก็ “ลาออก” ทันที!!
ส่วนแพทย์ที่อยู่ใช้ทุนไม่ถึง 3 ปี และขอลาออก มีประมาณ 500-600 คนต่อปี
ถือเป็น “วิกฤต” ของวงการแพทย์เลยทีเดียว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียนทุนแพทย์ “ตัดสินใจ” เบี้ยวสัญญา และไม่ยอมทำงานชดใช้ทุน
นอกจากจะมีประเด็นเรื่องความยากลำบากในการทำงานในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่เสี่ยงภัย
ทำงานหนัก เครื่องไม้เครื่องมือไม่ทันสมัย ค่าตอบแทนน้อย และระบบบริหารจัดการค่อนข้างขลุกขลักแล้ว
รวมถึง “ค่าปรับ” ในอัตราเพียง “4 แสนบาท” ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ “น้อยนิด”
สำหรับคนที่ครอบครัวที่มีฐานะ หรือหากมีหน่วยงานเอกชน หรือโรงพยาบาลเอกชน ต้องการตัว ก็ยินยอมที่จะจ่ายค่าปรับแทน
ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าปรับ เพื่อแลกกับการไม่ต้องไปทำงานใช้ทุนในพื้นที่ห่างไกล
“อุดมการณ์” ที่เคยมี เมื่อครั้งมุ่งมั่นตั้งใจสอบเข้าเรียนหมอ ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป
เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอให้ “เพิ่ม”
ค่าปรับผู้ที่เบี้ยวใช้ทุนเป็นเงิน “5 ล้านบาท”
เนื่องจากค่าใช้จ่ายรายหัวต่อการผลิตแพทย์ 1 คน รัฐต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ถึง “4.7 ล้านบาท”
ซึ่งก็คือเงิน “ภาษี” ของเราๆ ท่านๆ ที่อยากได้รับการดูแลรักษาจากหมอที่เก่ง ดี และมีจิตสำนึก
ค่าปรับ 5 ล้านบาท จึงถือเป็น “ราคา” ที่สมเหตุสมผล ที่นักเรียนทุนแพทย์ที่เบี้ยวสัญญา สมควรต้องจ่ายในสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่??
เพราะไม่เช่นนั้น ไม่ว่ามหาวิทยาลัยรัฐจะผลิตแพทย์ออกมาเท่าไหร่ ก็คงไม่พออยู่ดี
โดยทุกฝ่ายย้ำว่า การเพิ่มค่าปรับ “ไม่ใช่” เพราะต้องการเงิน…
แต่ต้องการให้มีแพทย์อยู่ในระบบอย่างเพียงพอ
ประเด็นนี้ เสียง “คัดค้าน” มีบ้าง แต่ “แผ่วเบา”!!
ส่วนหนึ่งเป็นเสียงจากกลุ่มนักเรียนทุนแพทย์ และครอบครัว ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนมาโดยตลอดว่าจ่ายค่าหน่วยกิตเรียนเหมือนสาขาวิชาอื่นๆ
แล้วทำไมต้องทำงานชดใช้ทุน??
ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ค่าหน่วยกิตที่นักเรียนทุนจ่ายเอง เป็นสัดส่วน 10% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่านั้น อีก 90% เป็นงบแผ่นดิน
อีกส่วนมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่น่าจะได้ผลเท่าที่ควร
ขณะที่ฝ่าย “สนับสนุน” ยกมือพรึบ!!
เห็นด้วยที่จะให้เพิ่มค่าปรับเป็นเงิน 5 ล้านบาท
เพราะแม้จะยังแก้ปัญหา “ไม่” ตรงจุด แต่จะช่วย “ชะลอ” ไม่ให้แพทย์ “ไหล” ออกจากระบบ
ขณะเดียวกัน ก็เสนอให้วางแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา “ระยะยาว” เพื่อดึงแพทย์เหล่านี้ไว้ในระบบอีกด้วย
ตั้งแต่ปลูกจิตสำนึกให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มองประโยชน์ส่วนรวม เพิ่มค่าตอบแทนที่เหมาะสม
ดูแลสภาพความเป็นอยู่ของแพทย์ สนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัย ฯลฯ
เพื่อ “กอบกู้” สถานการณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้น
ซึ่งก็จะ “วิน วิน” กัน 2 ฝ่าย ทั้ง “ประเทศชาติ” และตัว “นักเรียนทุน”
ก่อนที่ “วิกฤต” จะ “ลุกลาม” เกินเยียวยา และ “บานปลาย” จนไร้หนทางแก้ไข!!

