นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยกรณีที่สมาพันธ์ผู้นำนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน โดยขอให้กลับไปใช้ช่วงเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนเดิม ว่า ทปอ.ทบทวนเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว และงานวิจัยที่ผ่านมา ก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย ดังนั้น จึงต้องมาพิจารณาเหตุผลความเหมาะสม เรื่องนี้ ทปอ.มีมติมานานพอสมควร และทำไปเพื่อให้ช่วงเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียน ตรงกับประเทศอาเซียน และประเทศในแถบยุโรป เพราะจะส่งผลดีต่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษา คาดว่าอีกประมาณ 2-3 ปี จะเข้าสู่หลักเกณฑ์เดียวกันอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเวลานี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ปรับมาเปิด-ปิดภาคเรียนในช่วงเวลาเดียวกันเกือบทุกประเทศแล้ว ดังนั้น อยากให้มองในระยะยาวว่าจะส่งผลดีในเรื่องใดบ้างมากกว่า เวลานี้ต้องมองไปถึงการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ แล้ว ไม่ใช่มองอยู่แต่ในประเทศ ฉะนั้น เรื่องนี้ ทปอ.คงไม่ทบทวนอีก
“เรื่องนี้ ทปอ.คงไม่ทบทวน ส่วนที่นำเรื่องอากาศร้อนมาอ้าง แล้วบอกให้กลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามช่วงเวลาเดิมนั้น ผมเห็นว่าไม่ใช่เหตุผลที่ดี เพราะปัจจุบันประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเดือนไหน ก็ร้อนเกือบทั้งปี สำหรับช่วงเวลาที่เด็กว่าง 3-4 เดือนเพื่อรอเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 1 นั้น ในการประชุม ทปอ.ครั้งต่อไป ผมจะเสนอให้มหาวิทยาลัยจัดให้นิสิตนักศึกษามาเรียนปรับพื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน โดยให้เน้นแต่วิชาภาษาอังกฤษจริงๆ ไม่เอาวิชาอื่น เพราะต่อไปนิสิตนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยทุกคน จะต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำวิชาภาษาอังกฤษ หากไม่ผ่านก็ไม่สามารถจบการศึกษาได้ ดังนั้น จึงควรต้องเตรียมตัวล่วงหน้า”นพ.อุดมกล่าว
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทปอ.พิจารณาเรื่องนี้กันหลายรอบ แต่คิดว่าการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน จะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับประเทศต่างๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าการแลกเปลี่ยนมีตัวเลขสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วน มรภ.เอง หากจะกลับไปใช้ช่วงเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมก็ทำได้ เพราะมติดังกล่าวของ ทปอ.ไม่มีกฎหมายบังคับ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ หรือหากนักศึกษาอยากกลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเวลาเดิม ก็เรียกร้องไปที่มหาวิทยาลัยของตนเองได้

