ซาวเสียง ‘เอา-ไม่เอา ร.ร.ดัง รับ น.ร.พื้นที่บริการ 100%

26.07.18 | 16:04 น.

 

หมายเหตุ – จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดให้โรงเรียนยอดนิยม หรือโรงเรียนดังทั่วประเทศ ต้องรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% ในการรับนักเรียนชั้น ม.1 และชั้น ม.4 ในปีการศึกษา 2562 แต่มีเสียงคัดค้านจำนวนมาก เพราะเกรงว่าจะฉุดคุณภาพโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงให้ต่ำลง แม้มีกระแสข่าวว่า สพฐ.ได้ชะลอแนวทางดังกล่าวออกไปแล้ว หลังมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก มติชนŽ จึงได้สอบถามความเห็นของผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวคิดนี้ เพื่อให้ สพฐ.ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในอนาคต

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

การที่ สพฐ.มีแนวคิดในการปรับหลักเกณฑ์การรับนักเรียนในสังกัด โดยให้โรงเรียนรับเด็กในพื้นที่บริการ 100% ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควร เพราะนโยบายลักษณะนี้เคยมีมาก่อนเเล้ว และมีคนออกมาคัดค้านจำนวนมาก ท้ายสุดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องผ่อนผัน หรือปรับเปลี่ยนนโยบายไป เชื่อว่าเเม้ สพฐ.จะออกนโยบายนี้มา หากมีเสียงคัดค้านออกมามากก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นนโยบายเดิมอยู่ดี

Advertisement

อีกทั้งการจัดสรรเขตพื้นที่บริการของแต่ละโรงเรียนต้องจัดสรรให้ดี เช่น ระหว่างโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง หรืออยู่ใกล้กับชุมชน กับโรงเรียนที่อยู่ในเขตศูนย์การค้าและบริการ จะจัดสรรแบ่งส่วนนักเรียนอย่างไร เพราะนอกจากที่ตั้งไม่เหมือนกันเเล้ว จำนวนนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการจะลดหลั่นไปตามกันด้วย และอย่าลืมว่าแต่ละโรงเรียนอยากได้เด็กเก่งเพื่อเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานของโรงเรียน หากต้องรับเด็กพื้นที่บริการ 100% อาจจะกระทบในส่วนนี้ได้

ผมคิดว่านโยบายเดิมดีอยู่แล้ว เพราะจะไม่ทำให้เด็กเป็นกลุ่มเป็นก้อน โรงเรียนแต่ละโรงจะได้นักเรียนเก่งและระดับปานกลางคละกันไป แต่ความคิดนี้จะมีบางส่วนออกมาแย้ง เช่น ทำไมโรงเรียนดังมุ่งแต่จะเอาเด็กเก่งพวกนี้ไปเข้าเรียน ทำไมไม่ปล่อยให้เด็กเก่งไปพัฒนาโรงเรียนอื่นให้เท่าเทียมกันได้เลยหรือ เป็นต้น

ในความคิดเห็นของผม การออกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนต้องตอบสนองหลักการ 2 หลัก คือ 1.เปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่มีสิทธิเข้าเรียน และ 2.เปิดโอกาสให้โรงเรียนคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถในการเรียนสูงกว่านักเรียนทั่วไป และในทางกลับกัน นักเรียนที่เก่งก็สามารถเลือกเข้าโรงเรียนที่ตนต้องการได้ ส่วนจะทำอย่างไรจะต้องไปดูกันตามขีดความสามารถของแต่ละโรงเรียน

เช่น โรงเรียนระดับต้นของประเทศ โรงเรียนเหล่านี้ควรรับนักเรียนผ่านการสอบเข้า หรือให้รับนักเรียนนอกเขตพื้นที่มากกว่าเด็กในเขตพื้นที่ ในขณะที่โรงเรียนระดับปานกลาง หรือระดับต่ำลงมา จะรับเด็กในพื้นที่มากกว่าสอบเข้า เป็นต้น ผมว่านโยบายเดิมดีแล้ว และไม่ควรกำหนดนโยบายแบบท็อปดาวน์ลงมา ควรศึกษาโรงเรียนในแต่ละเขตพื้นที่ เพราะทุกโรงเรียนมีความต้องการไม่เหมือนกันŽ

มนตรี กี่สุ้น
ผู้ปกครอง

ขณะนี้ลูกผมกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี และกำลังจะขึ้น ม.4 ปีหน้า ผมและลูกวางแผนว่าหากขึ้น ม.4 จะให้เรียนต่อในโรงเรียนรัฐ ส่วนโรงเรียนเอกชนจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะขณะนี้ลูกผมเรียนโรงเรียนเอกชน มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง แต่ไม่ใช่ว่าค่าใช้จ่ายโรงเรียนรัฐบาลจะไม่สูง บางครั้งบางที่ก็หนักกว่า ตอนนี้ทราบคร่าวๆ ว่ามีข่าวเรื่องนโยบายการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% ถามว่ากระทบกับลูกผมหรือไม่ กระทบแน่นอน เพราะเขามีเป้าหมายมุ่งไปข้างหน้า ส่วนผู้ปกครองอย่างผมอะไรก็ได้ ตามใจเขาว่าจะเลือกโรงเรียนใด

ลูกผมเรียนระดับปานกลางถึงสูงในบางวิชา เป้าหมายของเขาคืออยากเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือไม่ก็โรงเรียนสตรีวิทยา ส่วนจะเลือกสายเรียนอะไร จุดนี้ลูกผมยังมองไม่ออก ผมจึงย้ำกับลูกทุกครั้งว่าให้ค้นหาตัวเองให้เจอได้แล้ว ลูกผมก็พยายามค้นหาตนเอง เพื่อจะยืนอยู่ในโรงเรียนชั้นแนวหน้าให้ได้ บางครั้งผู้ปกครองก็เครียดกับลูกไปด้วย เพราะเขากดดันตัวเอง เพื่อจะดันตัวเองให้เท่ากับเพื่อน ซึ่งบางครั้งก็เป็นไปไม่ได้

แล้วถ้ามีนโยบายรับนักเรียนในเขตพื้น 100% จริง ผมมีคำถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ ผมมองภาพว่าความเป็นไปได้น้อยมากที่จะรับเด็กในเขตพื้นที่บริการเข้ามา 100% ถ้าโรงเรียนไม่สามารถคัดกรองนักเรียนที่เก่งได้ คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนั้นจะเป็นอย่างไร จะลดลงหรือไม่ จึงอยากให้คิดถึงคุณภาพเด็ก และคุณภาพการศึกษาไว้ด้วย อย่าลืมว่าคุณภาพเด็กหลากหลาย และถ้าเด็กไม่ดีเข้ามาเรียนด้วยกันกับนักเรียนที่เก่ง และเรียนดี จะเกิดความยุ่งยากขนาดไหน ขนาดโรงเรียนมีกฎเกณฑ์มากมาย เด็กบางคนยังฝ่าฝืน ข้อกังวลนี้ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมองเห็นเหมือนกับที่ผมเห็นหรือไม่

ในฐานะเป็นผู้ปกครอง รู้สึกน่ากังวลสำหรับลูกผมมาก เกิดความกังวลกับการเข้าสังคมของลูก แต่ยังมีผู้ปกครองบางส่วนดีใจ เพราะมีลูกอยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนดังๆ มองว่าลูกเขาเรียนไม่เก่ง แต่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนดัง ทำให้สามารถเข้าเรียนได้เลย เป็นต้นŽ

พรทิพย์ แก้วศรีราวงษ์
ผู้ปกครอง

เห็นข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้เเล้วว่ารัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% เป็นเพียงการหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น หากให้เปิดรับในเขตพื้นที่บริการ 100% จริง ดิฉันกลัวว่าจะทำให้โรงเรียนเสียคุณภาพ และอยากให้กลับมาใช้นโยบายเดิม หากไม่สามารถทำนโยบายเดิมได้ควรหาวิธีการให้รัดกุม และยุติธรรมเรื่องการรับเด็กในพื้นที่ด้วย เพราะที่ผ่านมาจะพบปัญหา เช่น มีนักเรียนสวมทะเบียนบ้าน หรือเช่าทะเบียนบ้านให้เด็กนอกพื้นที่ลงสมัครเรียน เป็นต้น

ตอนนี้หลานของดิฉันเรียนอยู่ชั้น ป.6 กำลังจะขึ้นชั้น ม.1 หากมีการเปลี่ยนนโยบายจริงก็ไม่กังวล เพราะหลานของดิฉันต้องการเรียนต่อที่เดิม อีกทั้งยังเป็นนักเรียนในพื้นที่บริการอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ครอบครัวก็ไม่ประมาท ได้เตรียมตัวและเตรียมความพร้อมที่รับมือกับสถานการณ์นี้ เพียงแต่กังวลว่าหากรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% จะทำให้สังคมการเรียนเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่Ž

อนันต์ เพียรเกาะ
ผอ.ร.ร.บุญวัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา

กระบวนการรับนักเรียนได้กำหนดการสอบแข่งขันใช้สิทธิในเขตพื้นที่บริการ และความสามารถพิเศษ แต่ละปีการศึกษารับนักเรียนชั้น ม.1 และชั้น ม.4 รวมทั้งสิ้น 1,200 คน พบภูมิลำเนาของนักเรียนโดยเฉลี่ยอยู่ใน ต.ในเมือง มากกว่า ต.หัวทะเล ซึ่งเป็นเขตพื้นที่บริการเล็กน้อย และส่วนหนึ่งเป็นเด็กจากตำบลในละแวกใกล้เคียงที่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานมาเรียนต่อในสถานศึกษายอดนิยม

หาก สพฐ.กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเช่นไร ผมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาน้อมรับ และปฏิบัติตาม ดังนั้นเงื่อนไขต่างๆ จึงไม่ใช่ปัญหา ที่ผ่านมาการรับนักเรียนก็มีคณะกรรมการสถานศึกษา และสมาคมนักเรียนเก่าบุญวัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรต่างๆ คอยกำหนด และเฝ้าระวังตรวจสอบการดำเนินการอย่างใกล้ชิด จึงไม่เคยมีข้อร้องเรียนภายหลังŽ

นางเหน่ง
ผู้ปกครอง

ลูกอยู่ชั้น ม.2 หากลูกขึ้นชั้น ม.4 ก็วางแผนให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนเดิม ส่วนตัวแล้วคิดว่าดีสำหรับเด็ก และผู้ปกครองที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ แต่ว่ามองอีกแง่เหมือนกับบรรยากาศการเรียน ที่จากเมื่อก่อนมีบางส่วนเป็นเด็กในเขตพื้นที่จับสลาก หรือต้องสอบเข้า ทำให้มีเด็กตั้งใจเรียนปนกันไป แต่ถ้ารับเด็กในเขตพื้นที่อย่างเดียว กังวลถึงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความเก่งด้านวิชาการ คุณภาพการศึกษาจะต่ำลงหรือไม่

ส่วนตัวแล้วลูกของดิฉันอยู่ในเขตพื้นที่บริการ หากโรงเรียนเปลี่ยนนโยบายนี้จริง กังวลมาก เช่น จะทำให้ชื่อเสียงโรงเรียนลดลงหรือไม่ จะทำให้สังคมภายในโรงเรียนเปลี่ยนไปหรือไม่ เป็นต้น ในฐานะผู้ปกครองก็ไม่สบายใจ และขอบอกตามตรงคือไม่ค่อยเห็นด้วย นโยบายนี้ไม่น่าจะเป็นผลดี

ในความคิดเห็นของดิฉัน เห็นว่าทำแบบเดิมดี ที่ผ่านมาดีแล้ว คือควรจะรับเด็กในพื้นที่มาด้วย และสอบแข่งขันด้วย โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรŽ

สายฝน สร้อยศอ
ผู้ปกครอง

มีลูกสาว 2 คน เรียนอยู่ชั้น ม.3 และชั้น ม.2 ที่โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังคงให้ลูกเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่เดิม เพราะก่อนที่ลูกจะเข้าเรียนได้ศึกษาข้อมูลทุกด้านแล้ว จึงได้ตัดสินใจเลือกโรงเรียนแห่งนี้ให้ลูก แทนที่จะให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ ในสังกัด สพฐ.โดยมีเหตุผลและมุมมองส่วนตัวว่า โรงเรียนจะต้องไม่อยู่ไกลบ้าน เดินทางสะดวก และสภาพสังคมโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จำนวนนักเรียนไม่มาก การดูแลเป็นไปด้วยความทั่วถึง

ซึ่งก่อนที่จะเลือกเรียนที่นี่ ลูกสาวเองก็สามารถสอบผ่านเกณฑ์การแข่งขันตอนคัดเลือกเข้าชั้น ม.1 ได้ที่โรงเรียนหอวัง แต่ไม่ได้ให้ลูกไปเรียน เพราะแค่อยากให้ลูกลองไปสอบในสนามสอบของโรงเรียน สพฐ.ดู เพื่อให้เกิดการกระตุ้น และให้เด็กมีประสบการณ์ในการลงแข่งขันในสนาม

ส่วนนโยบายรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% ของ สพฐ.ค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะยังมองไม่เห็นว่าจะเอื้อประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของ สพฐ.และต้องยอมรับก่อนว่ามาตรฐานคุณภาพของโรงเรียนไม่เท่าเทียมกัน หากทุกโรงเรียนมีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันเหมือนกับต่างประเทศ แนวคิดนี้จะดีมากๆ แต่ปัจจุบันอย่างที่ทราบ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงยังคงได้รับความนิยมจากบรรดาผู้ปกครอง สำหรับครอบครัวเราไม่ได้รับผลกระทบ เพราะตัดต้นตอของปัญหานี้ตั้งแต่แรกแล้ว เราเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีที่ทาง สพฐ.พยายามแก้ไขจุดอ่อนจุดแข็งมาตลอด แต่ไม่ว่าแนวทางใดก็ตามก็ไม่สามารถทำให้การศึกษาเท่าเทียมกันได้

การรับนักเรียนในเขตพื้นที่ 100% ทำให้คุณภาพโรงเรียนลดลงหรือไม่ ดิฉันคิดว่าอาจมีผลกระทบบ้างในช่วงปีแรก แต่ขณะเดียวกันนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่จะได้รับโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ จะได้รับการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ให้โดดเด่นออกมาได้ และเชื่อว่าสร้างคนสร้างได้ ถ้ามีวิธีการและทุ่มเทมากพอ

อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์เดิมดีอยู่แล้ว แต่อาจค่อยๆ ปรับสัดส่วนของเด็กในพื้นที่ให้มากขึ้นจากเดิมก็ได้ เช่น 50 ต่อ 50 เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบเร่งรัด และเห็นด้วยถ้าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น แต่กว่าจะเห็นผลจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร และการพัฒนาต้องครอบคลุมทุกมิติ

ส่วนเด็กที่มีคุณภาพอยู่แล้วก็สร้างให้มีคุณภาพต่อไปได้อีกเรื่อยๆ ครู อาจารย์ ผู้บริหาร ก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาคุณภาพเด็กให้ดีขึ้นให้ได้ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด แต่มองว่าความเหมาะสมกับสภาพสังคม และยุคสมัยมากกว่า และของเดิมก็ต้องปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เกิดการพัฒนาŽ