กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tikky CM Peo ได้บอกเล่าเรื่องราวของ ”ครูวิภา” ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ที่เอาตัวเองไปค้ำประกันร่วมให้กับ “ลูกศิษย์” 60 กว่าราย เพื่อให้ลูกศิษย์ได้กู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
ในจำนวนนี้เกือบครึ่ง เมื่อเรียนจบ มีงานทำ มีรายได้ และบางรายมีกิจการส่วนตัว กลับไม่ยอมนำเงินไปจ่ายหนี้ กยศ. ทำให้ครูวิภาต้องรับภาระหนี้แทนลูกศิษย์นับล้านบาท
แม้ครูวิภาจะทยอยใช้หนี้แทนลูกศิษย์ไปแล้ว 3 ใน 4 ราย จากที่มีหมายศาลบังคับคดีเร่งให้ชำระหนี้แทนลูกศิษย์กว่า 9 หมื่นบาท ครูวิภาก็ได้รับคำสั่งศาลบังคับคดีให้เร่งชำระเงินกู้ของลูกศิษย์รายที่ 4 แต่มาพร้อมกับการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ ทั้งบ้านและโฉนดที่ดิน
หลังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย ครูวิภา หรือ น.ส.วิภา บานเย็น ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร จึงได้เปิดตัวและเปิดใจแถลงรายละเอียด ว่าในช่วงที่รับราชการครูในโรงเรียนประจำตำบลแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร และเป็นช่วงที่กองทุน กยศ.เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ทำให้นักเรียนในโรงเรียนยื่นขอกู้ยืมจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่มีฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี
ในฐานะครูประจำชั้น จึงเซ็นค้ำประกันร่วมกับผู้ค้ำอื่นๆ ที่เป็นพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องของผู้กู้ ซึ่งเป็นนักเรียนในความดูแล 60 กว่าราย โดยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านักเรียนจะได้มี ”อนาคต” ด้านการศึกษา
โดยช่วงต้นปี 2551 ครูวิภาได้รับหมายศาลเกี่ยวกับผู้กู้ที่ขาดการชำระเงินกู้ กยศ. จึงได้ประสานพ่อแม่และญาติของเด็กๆ เพื่อให้ทำเรื่องขอผ่อนชำระ และไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ แต่ยังมีนักเรียนเกือบครึ่งที่ยังไม่ยอมจ่ายหนี้ ทำให้มีหมายศาลแจงรายละเอียดหนี้มาในผู้ค้ำประกันเด็ก 4 ราย กว่า 90,000 บาท กระทั่งเดือนมิถุนายน 2561 ได้มีเอกสารไกล่เกลี่ยเงินกู้ของนักเรียนมาอีกครั้ง 2 ราย มียอดของรายที่ 1 จำนวน 14,000 บาท และรายที่ 2 จำนวน 24,000 บาท และค่าทนายความอีก 4,000 บาท จึงจำเป็นต้องจ่ายหนี้แทนเด็ก
ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม มีเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่งการชำระเงินกู้ 1 ฉบับ ของนักเรียนรายที่ 3 และวันที่ 17 กรกฎาคม มีเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่งการชำระเงินกู้อีก 1 ฉบับ ของนักเรียนรายที่ 4 แต่ครั้งนี้เป็นการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นบ้าน ราคาประเมินกว่า 1 ล้านบาท และโฉนดที่ดิน 1 แปลง ราคาประเมินประมาณ 6 แสนบาท โดย ยึดทรัพย์ ของตนเนื่องจากเซ็นค้ำประกันร่วมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน กยศ.
ซึ่ง 2 รายนี้ เมื่อประสานไปที่กองทุน กยศ. ก็ได้รับแจ้งว่าต้องชำระหนี้ เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์สิน จึงได้จ่ายเงินให้กับกองทุน กยศ.ไปกว่า 50,000 บาท
แต่เนื่องจากยังมีผู้กู้อีก 26 ราย ที่ครูวิภาค้ำประกันร่วมให้ และยังไม่ได้ชำระหนี้ ทำให้ต้องได้รับหมายศาลบังคับคดีเช่นกัน ซึ่งรวมๆ แล้ว ต้องรับภาระจ่ายหนี้แทนลูกศิษย์กว่า 1 ล้านบาท
ที่สำคัญ ได้พยายามติดต่อลูกศิษย์ลูกหา เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีงานมีการทำ บางคนมีธุรกิจส่วนตัว แต่เมื่อไปตามถึงบ้าน ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ก็ตกปากรับคำว่าจะนำเงินไปจ่ายหนี้ กยศ.
แต่สุดท้าย ก็ “เบี้ยว” ตามระเบียบ!!
เมื่อผู้บริหารกองทุน กยศ.ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ได้หารือกับกรมบังคับคดี ซึ่ง นางเพ็ญรวี มาแสง ผู้อำนวยการกองฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดี ระบุว่า ผลไกล่เกลี่ยเบื้องต้นคือ กยศ.จะระงับการบังคับคดีและขายทอดตลาดในเดือนสิงหาคมเอาไว้ชั่วคราว เพื่อให้ฝ่ายกฎหมายเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามตัว และทรัพย์จากลูกหนี้โดยตรง รวมถึงผู้ค้ำประกันที่เป็นพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง ก่อนนำมาหักกับส่วนที่ครูเป็นผู้ค้ำประกัน
แต่ในท้ายที่สุด หาก กยศ.ไม่สามารถตามทวงจากลูกหนี้ได้จริงๆ กรมบังคับคดีจะแจ้งข้อมูล และบอกให้ครูวิภาทราบล่วงหน้า ก่อนที่จะบังคับคดีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กองทุน กยศ.มีเกี่ยวกับสถานะคดีของครูวิภา ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วม พบว่าได้ค้ำประกันร่วมให้ลูกศิษย์ 60 ราย ในจำนวนนี้มีผู้กู้ที่ชำระหนี้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว 29 ราย ชำระหนี้ตามปกติ 10 ราย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย
ในจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้อง มีการยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย หลังการฟ้องคดีได้มีการสืบทรัพย์ ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ กยศ.ไม่พบทรัพย์ของจำเลย แต่พบทรัพย์ของครูวิภา จึงดำเนินการยึดทรัพย์ของครูวิภาทั้ง 4 คดี เนื่องจากไม่มีเงินชำระหนี้ในส่วนที่ค้ำประกัน
นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ.ระบุว่า จะร่วมกับสำนักงานบังคับคดี จ.กำแพงเพชร ถอนการยึดทรัพย์ และหากครูวิภาต้องการไล่เบี้ยคืนจากลูกศิษย์ ก็พร้อมจะหาทนายเพื่อดำเนินการฟ้องร้องให้
ส่วนอีก 17 คดีที่เหลือ อยู่ในขั้นตอนการบังคับคดี ทั้ง 17 ราย คิดเป็นเงินต้นที่ค้ำประกัน 190,000 บาท หากรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3 แสนบาท
นอกจากนี้ กยศ.จะเร่งติดตามสืบทรัพย์อีก 17 ราย ผ่านสำนักงานประกันสังคม และกรมสรรพากร โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ที่เข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ได้ ซึ่งเบื้องต้นได้นำร่องหักหนี้ กยศ.จากบัญชีเงินเดือนข้าราชการกรมบัญชีกลางไปแล้ว และจะนำร่องในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในปี 2562
อย่างไรก็ตาม การติดตามหนี้กองทุน กยศ.จะมีขั้นตอน โดยเริ่มจากติดตามจากผู้กู้ก่อน แต่หากผู้กู้ไม่มีทรัพย์ หรือมีแต่ไม่จ่าย จะเกิดปัญหากับผู้ค้ำประกัน อีกทั้งปัญหาอุปสรรคที่พบในการติดตามหนี้คือ ผู้กู้ปิดโทรศัพท์มือถือหนี หรือบางรายย้ายที่อยู่ ทำให้ติดตามหนี้ไม่ได้
โดยผู้จัดการกองทุน กยศ.คาดว่าน่าจะมี ครู ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับครูวิภาอีกจำนวนมาก รวมไปถึงกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
แม้อุปสรรคขวากหนามต่างๆ ที่ครูวิภาได้เจอะเจอมา จะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี
แต่โซเชียลมีเดียยังคงเดินหน้าขุดคุ้ยเรื่องนี้ต่อ เปิดรายชื่อของลูกศิษย์ที่เบี้ยวหนี้ครูวิภา พร้อมกับภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ ที่ ”กินหรู อยู่แพง”…
บางรายถึงกับโอนทั้งบ้าน รถ ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มี ไปให้คนอื่นถือครองหมด โดยมีเจตนาชัดเจนว่าจะไม่จ่ายหนี้กองทุน กยศ.
โดย ไม่ได้ สำนึกแม้แต่น้อยว่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยครูวิภาอาจถึงขั้น ”หมดตัว” และ ”ล้มละลาย” ได้!!
อย่างไรก็ตาม หลังกระแสสังคมแสดงความเห็นใจครูวิภาอย่างสุดซึ้ง ที่ถูกลูกศิษย์ “เนรคุณ” ได้อย่างเจ็บแสบ ครูวิภาก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากลูกศิษย์ 2 ราย ที่โทรมาขอโทษ และแจ้งว่าจะปิดหนี้ กยศ.ที่เหลือ พร้อมทั้งผ่อนชำระหนี้ที่ครูวิภาจ่ายแทนเดือนละ 5 พันบาท
แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรใดๆ ทั้งสิ้นว่า ลูกศิษย์ทั้ง 2 ราย จะทำอย่างที่พูดจริงๆ
ส่วนเรื่อง ”ฟ้องร้อง” ลูกศิษย์คิดล้างครูทั้งหลาย ต้องยอมรับว่าครูวิภาผู้มี ”จิตวิญญาณความเป็นครู” อยู่เต็มเปี่ยม ยืนยันว่าไม่เคยอยาก “ทำร้าย” ลูกศิษย์ ไม่อยากฟ้องร้องลูกศิษย์
ถ้าใครได้ดูได้ฟังข่าวจากช่องทางไหนก็ตาม อยากให้มาพูดคุยกันว่าจะ ”ใช้หนี้” คืนอย่างไร
พร้อมทั้งฝากไปถึงลูกศิษย์ทั้งหลายว่า คำว่า “คนดี” ครอบคลุมทุกอย่าง ในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรม และความรับผิดชอบ
ได้แต่หวังว่า คำพร่ำสอนของครูวิภา ด้วยความหวังดีต่อลูกศิษย์อย่างจริงใจ และพร้อมจะให้อภัย ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำความผิดเพราะเจตนา หรือพลาดพลั้งด้วยความไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
จะกระตุก “ต่อมสำนึก” ของลูกศิษย์ให้คิดได้บ้าง…
เพราะ ”คนดี ชอบแก้ไข คนจัญไร ชอบแก้ตัว”…!!
๐ข้อมูลลูกหนี้ กยศ.๐
ปัจจุบัน การชำระหนี้กองทุน กยศ.และกองทุนเงินเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ดังนี้
สถานการณ์ดำเนินงานกองทุน ตามข้อมูลเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 มีผู้กู้ทั่วประเทศ 5.4 ล้านราย วงเงิน 5.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ผู้กู้ที่อยู่ในช่วงกำลังศึกษา/ ช่วงปลอดหนี้ 1 ล้านราย, ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้น 8 แสนราย, ผู้กู้ที่เสียชีวิต/ ทุพพลภาพ 5 หมื่นราย และผู้กู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย รวมเป็นเงิน 4 แสนล้านบาท
ผู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ แบ่งเป็น ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย และผิดนัดชำระหนี้ 2.1 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 6.8 หมื่นล้านบาท
ผู้กู้ที่ผิดชำระหนี้ แบ่งเป็น กลุ่มผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.2 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี 1 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 4.8 หมื่นล้านบาท
สำหรับข้าราชการที่เป็นผู้กู้ยืม 169,000 ราย เป็นเงินต้นคงเหลือ 1.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ผู้กู้ที่ชำระปกติ 99,000 ราย และผู้กู้ที่ผิดนัดชำระ 70,000 ราย เป็นเงินค้างชำระ 3.4 พันล้านบาท
ในปี 2558-2560 การชำระเงินคืนดีขึ้นตามลำดับ โดยปี 2558 ได้รับการชำระหนี้คืน 1.8 หมื่นล้านบาท, ปี 2559 ได้รับชำระหนี้คืน 2.1 หมื่นล้านบาท และปี 2560 ได้รับชำระหนี้คืน 2.6 หมื่นล้านบาท

