น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะรองประธานคณะทำงานพิจารณาแนวทางการเปิด-ปิดภาคการศึกษาของ มก.เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานได้สรุปผลการพิจารณาแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียนของ มก.เสร็จแล้ว โดยจะเสนอให้กลับไปเปิดภาคเรียนในช่วงเวลาเดิม ภาคเรียนที่ 1 เดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม และภาคเรียนที่ 2 เดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายนของทุกปี จากที่ขณะนี้เปิดเรียนตามประเทศอาเซียน ภาคเรียนที่ 1 เดือนสิงหาคม-ธันวาคม และภาคเรียนที่ 2 เดือนมกราคม-พฤษภาคม โดยจะใช้เวลาปรับภายใน 2 ปี ขยับขึ้นปีละ 1 เดือน เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เปิดภาคเรียนที่ 1 เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน และภาคเรียนที่ 2 เดือนธันวาคม-เมษายน ส่วนปีการศึกษา 2563 เปิดภาคเรียนที่ 1 เดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม และเปิดภาคเรียนที่ 2 เดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม
น.ท.สุมิตรกล่าวอีกว่า สาเหตุที่ต้องใช้เวลา 2 ปีในการปรับ เพราะหากปรับทันที การเรียนภาคฤดูร้อนจะหายไป 1 เทอม ทำให้เด็กปีสุดท้ายที่กำลังจะจบมีปัญหา ทั้งนี้ การปรับช่วงเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนดังกล่าว จะใช้เฉพาะกับหลักสูตรทั่วไป ไม่รวมหลักสูตรนานาชาติ ที่ยังคงให้เปิด-ปิดภาคเรียนตามกลุ่มประเทศอาเซียนเช่นเดิม จากนี้คณะทำงานจะนำข้อสรุปดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการบริหาร มก.พิจารณา ก่อนเสนอให้สภา มก.เห็นชอบต่อไป
“คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาความเหมาะสม ในการเลื่อนกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมในหลายส่วน เช่น กรณีคณะที่สอนด้านศึกษาศาสตร์ การเปิด-ปิดตามอาเซียน ทำให้การฝึกปฏิบัติการสอนของนักศึกษาไม่สอดคล้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะที่คณะด้านการเกษตร มีปัญหาจากสภาพอากาศที่ร้อน ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชผล หรือทดลองงานวิจัยในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เพราะต้องใช้ห้องแลปที่อยู่ในอุณหภูมิปกติ ไม่สามารถติดเครื่องปรับอากาศได้” น.ท.สุมิตรกล่าว
น.ท.สุมิตรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อ มก.ปรับการเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม จะทำให้กระทบกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบทีแคส โดยตนจะเสนอที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้ปรับเวลารับเด็กเข้าเรียนด้วยระบบทีแคสให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่กลับเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม รับเด็กเข้าเรียนได้ทัน และขอให้ลดการสอบเหลือ 3 รอบ จากเดิม 5 รอบ ดังนี้ รอบ 1 คัดเลือกโดยพิจารณาจากจากแฟ้มสะสมงาน หรือพอร์ตฟอลิโอ รวมกับการรับโควต้า รอบที่ 2 การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์กลาง และรอบที่ 3 การรับตรงอิสระ เพื่อเก็บตกเด็กที่ยังไม่มีที่เรียน เพราะมองว่าการรับถึง 5 รอบ มากเกินไป และทำให้เกิดความวุ่นวาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยหลายแห่งทยอยกลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม เริ่มจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เช่น มรภ.ธนบุรี มรภ.นครสวรรค์ มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ลำปาง มรภ.ชัยภูมิ มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.กำแพงเพชร มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สุรินทร์ มรภ.ศรีสะเกษ มรภ.ร้อยเอ็ด มรภ.มหาสารคาม มรภ.กำแพงเพชร มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สุรินทร์ มรภ.ศรีสะเกษ มรภ.ร้อยเอ็ด และ มรภ.มหาสารคาม กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 7 แห่ง ได้แก่ มทร.ธัญบุรี มทร.พระนคร มทร.กรุงเทพ มทร.รัตนโกสินทร์ มทร.อีสาน มทร.ล้านนา และ มทร.ศรีวิชัย ขณะที่มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือหลายแห่งเตรียมกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมเช่นกัน เนื่องจากมีปัญหาหมอกควัน ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียน

