เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ได้เผยแพร่ พ.ร.ฎ.จัดตั้งสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 มีสาระสำคัญ ระบุว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการตาม พ.ร.ฎ.นี้ โดยให้เสนอรายงานการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาประจําปีต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกํากับหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษา และสํานักงบประมาณเพื่อประกอบการพิจารณาในการกําหนดนโยบายทางการศึกษา และการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา รวมทั้งเผยแพร่รายงานดังกล่าวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
คณะกรรมการ สมศ. ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่ง ครม.แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ, กรรมการโดยตําแหน่ง 3 คน ได้แก่ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และประธานกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.), กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวนไม่เกิน 6 คน ซึ่ง ครม.แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้ผู้อํานวยการ สมศ. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตําแหน่ง ให้ผู้อํานวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจําเป็น ประธานกรรมการและกรรมการจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อเสนอ ครม.แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อดํารงตําแหน่งแทนผู้ซึ่งพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์กลางที่ ครม.กําหนด ทั้งนี้ ประธานกรรมการและกรรมการ จะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทํากับสํานักงานหรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสํานักงาน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งจะต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับรองมาตรฐานหรือการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาที่ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
คณะกรรมการ สมศ.มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดําเนินงาน อนุมัติงบประมาณประจําปี งบการเงิน แผนการลงทุน และแผนการเงิน กําหนดมาตรการการเผยแพร่ผลการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและต่อสาธารณชน ให้การรับรองผู้ประเมินภายนอกและกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่และระเบียบของผู้ประเมินภายนอก ออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด หรือประกาศเกี่ยวกับสํานักงาน อาทิ การบริหารงานทั่วไป การสรรหา การแต่งตั้ง และการถอดถอนผู้อํานวยการ เป็นต้น
คณะกรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีจํานวนไม่เกิน 11 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งมิใช่ข้าราชการที่มีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และให้ผู้อํานวยการเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง
ส่วนคณะกรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาด้านการอาชีวศึกษา ให้มีจํานวนไม่เกิน 11 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งมิใช่ข้าราชการที่มีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา และกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และให้ผู้อํานวยการเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง สำหรับคณะกรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้มีจํานวนไม่เกิน 11 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งมิใช่ข้าราชการที่มีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา และกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และให้ผู้อํานวยการเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง
การดำเนินการแต่งตั้งผู้อำนวยการ สมศ.จะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อํานวยการ และหากมีเหตุผลจําเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน หากไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนเพื่อรายงาน ครม.เพื่อพิจารณา ส่วนการพ้นตำแหน่งของผู้อำนวยการ สมศ.นั้น เพิ่มเรื่องการขาดคุณสมบัติเพราะมีอายุเกิน 65 ปีบริบูรณ์ โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตําแหน่งตามกําหนดเวลาในสัญญาจ้าง
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการหรือผู้อํานวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อํานวยการที่มีอาวุโสตามลําดับรักษาการแทน ถ้าไม่มีรองผู้อํานวยการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการหรือผู้ปฏิบัติงานของสํานักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้อํานวยการ
ส่วนการพ้นตำแหน่งของเจ้าหน้าที่นั้น เพิ่มเติมเรื่องมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตําแหน่งตามกําหนดเวลาในสัญญาจ้าง
สำหรับการประเมินผลของสํานักงาน สมศ. ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
ให้รัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่กํากับดูแลการดําเนินกิจการของสํานักงานให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสํานักงาน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติของ ครม. และแผนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสํานักงาน เพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีมีอํานาจสั่งให้สํานักงานชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทํารายงาน หรือยับยั้งการ
กระทําของสํานักงานที่ขัดต่อกฎหมาย มติ ครม. ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดําเนินการของสํานักงานได้
บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด ประกาศ หรือคําสั่งที่ออกตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้ง สมศ. (องค์การมหาชน) พ.ศ.2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.ฎ.นี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.ฎ.จัดตั้ง สมศ. (องค์การมหาชน) พ.ศ.2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ.นี้ จนกว่าจะมีระเบียบข้อบังคับ ข้อกําหนด ประกาศ หรือคําสั่งที่ออกตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้ง สมศ. (องค์การมหาชน) พ.ศ.2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ.นี้ ใช้บังคับ ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.นี้ใช้บังคับ
เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมอํานาจหน้าที่ของ สมศ. และบทบัญญัติต่างๆ ใน พ.ร.ฎ.จัดตั้ง สมศ.พ.ศ.2543 ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 เพื่อให้การบริหารงานและการปฏิบัติภารกิจของ สมศ.มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตรา พ.ร.ฎ.นี้

