ร.ร.เฮ! ศธ. เล็งใช้งบเหลือจ่าย 3 พันล. ช่วยร.ร.จ่ายค่าสาธารณูปโภค ซ่อมระบบ ‘น้ำ-ไฟ-บ้านครู-อาคารเรียน’

16.08.18 | 18:56 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้เเจงการบริหารงบประมาณ ปลายปีงบประมาณ 2561 ผ่านการประชุมทางไกลหรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ตนได้ให้นโยบายการใช้งบประมาณเหลือจ่ายปีงบประมาณ 2561 ของ สพฐ. ที่เหลืออยู่ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท ใน 3 ส่วน คือ 1.ใช้จ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคที่สถานศึกษาค้างจ่าย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ไม่ให้มีการค้างจ่าย ศธ.จะทำการจ่ายให้ 2.ใช้ปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์สาธารณูปโภค เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และ 3.ใช้ในการซ่อมแซมบ้านพักครู อาคารเรียน โดยเสนอกรอบการใช้งบประมาณว่าต้องเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณเหลือจ่ายนี้ คือการเคลียร์ท่อ และให้ สพฐ. สำรวจด้วยว่าในปีงบประมาณ 2562 จะมีงบประมาณเหลือจ่ายอีกประมาณเท่าไหร่ ซึ่งถ้ารู้ยอดเงินจะสามารถนำมาแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

นพ. ธีระเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้ให้นโยบายว่า ต่อไปนี้สำนักภายใน สพฐ.จะไม่ขอข้อมูลโดยตรงไปที่โรงเรียน ให้ขอข้อมูลมาที่ส่วนกลางด้วยกัน เพื่อไม่ให้เป็นการขอซ้ำซ้อน ส่วนหน่วยราชการอื่นที่มีโครงการกับ ศธ. ใครทำโครงการไหนก็ต้องประเมินเอง ไม่ใช่ทำเสร็จให้ ศธ.ประเมิน และการขอข้อมูลจากหน่วยงานข้างนอกต่อไปไม่ให้ขอที่โรงเรียนโดยตรง ให้ขอไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และให้โรงเรียนมีสิทธิคัดกรองโครงการ โดยมอบเป็นอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนพิจารณา และต้องรับผิดชอบด้วย

“การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ ให้มีการแก้ปัญหาธุรการครบวงจร โดยให้วางแผนสำรวจว่าโรงเรียนขนาดเท่าไหร่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ธุรการกี่คน ใช้ภารโรงกี่คน มีอยู่แล้วเท่าไหร่ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกันใช้บุคลากรร่วมกันได้หรือไม่ โดยเป็นการบริหารจัดการจากพื้นที่เป็นหลัก เหมือนโครงการคูปองพัฒนาครู ที่พัฒนาคูปองครูแบบครบวงจรจนประสบความสำเร็จ จากเดิมใช้งบ 9,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ถ้าโครงการคูปองครูประสบผลสำเร็จ การบริหารจัดการปัญหาธุรการครบวงจรต้องประสบความสำเร็จ เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องเริ่มต้นในงบประมาณปี 2562 ทันทีและเวลาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องดูในเเต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละเขตพื้นที่ฯ ประสบปัญหาไม่เหมือนกัน อย่าใช้เกณฑ์เดียวในการตัดสิน” นพ. ธีระเกียรติ กล่าว