หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา พัฒนาสมรรถนะเ...

พัฒนาสมรรถนะเด็กวัย 0-3 ปี โอกาสทองของชาติ

18.08.18 | 09:00 น.

การพัฒนาเด็กปฐมวัยมีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของครอบครัว สถานศึกษา และชุมชน เป็นเรื่องที่จะละเว้นให้เป็นหน้าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ข้อมูลจากกรมอนามัยที่เผยตัวเลขอัตราการเกิดของคนไทยลดลงในปี 2560 พบว่า เด็กเกิดน้อยกว่า 7 แสนคน แม้จะมีการจูงใจให้คู่สมรสไทยมีบุตรมากขึ้น ก็ยังไม่การันตีว่าอัตราการเกิดจะมีตัวเลขสูงขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เด็กที่เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องเหมาะสมจะส่งผลต่อประเทศในระยะยาว เนื่องจากช่วงปฐมวัยเป็นช่วงของการวางรากฐานชีวิตที่สำคัญ หากเปรียบเป็นการลงทุน คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างยั่งยืน

ในการสัมมนาหัวข้อ การพัฒนาเด็กปฐมวัยตามสมรรถนะเพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กตามวัย 0-5 ปี โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาการเด็กมาร่วมอภิปราย เรื่อง แนวแนะวิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัยตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย 0-5 ปี นำโดย ดร.สายสุรี จุติกุล รองประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมแห่งชาติ  นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ กรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ Mr.Hugh Delaney หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟประเทศไทย และนางธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ดำเนินการอภิปรายให้กับผู้เข้าร่วมฟังกว่า 600 คน

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการดำเนินการ ที่จะต้องมีการทำความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของแต่ละภาคส่วน ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่ แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันพัฒนาให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยที่สามารถสร้างการรับรู้ จดจำ และปลูกฝังสิ่งที่ดีได้ง่าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปลูกฝังสร้างความปรองดองตั้งแต่ในวัยเด็ก สอดรับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างความปรองดองของคนในชาติ

นอกจากนี้ คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) ยังได้จัดทำและปรับปรุงเอกสารสมรรถนะของเด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย 0-5 ปี  โดยแบ่งเป็น 2 เล่มประกอบด้วย 1.การแนะแนววิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัยตามสมรรถนะเพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กตามวัย 0-5 ปี และ 2.พฤติกรรมของเด็กกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัยตามระดับควอไทล์ (Quartile) และจำแนกตามกลุ่มอายุของเด็ก 0-5 ปี ซึ่งมีประโยชน์ต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็นอย่างมาก ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อรองรับอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถของเด็กไทยในการแข่งขันบนเวทีโลก

Advertisement

ดร.สายสุรี จุติกุล กล่าวในตอนหนึ่งว่า การศึกษาวิจัย เรื่อง สมรรถนะของเด็กปฐมวัย มีมาตั้งแต่ปี 2550 ในโครงการวิจัยพัฒนาสมรรถนะตามวัยของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และในปี 2561 ได้จัดทำเอกสารขึ้นมา 2 ฉบับที่เผยแพร่ได้แก่ 1.แนวแนะวิธีการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามสมรรถนะเพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กตามวัย 0-5 ปี และ 2. พฤติกรรมของเด็กกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามสมรรถนะของเด็กปฐมวัยตามระดับควอไทล์ (Ouartile) และจำแนกตามกลุ่มอายุของเด็ก 3-5 ปี ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่พ่อแม่ รวมทั้งคุณครูจะต้องให้ความสนใจ

เด็กในวัย 0- 3 ปีแรกของเด็กถือเป็นวัยทองของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับเด็กทุกคน เนื่องจากความฉลาด ความสุข และการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพของเด็กเริ่มต้นจากพัฒนาการในช่วงนี้ โดยโครงการวิจัยได้ลงพื้นที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ เพื่อประมวลเป็นวิธีดูแลเด็ก นอกจากจะต้องรู้จักสมรรถนะในแต่ละช่วงวัยของเด็ก รู้ว่าเด็กเรียนรู้อย่างไรแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ยังต้องรู้จักตัวเองด้วยว่าเป็นคนอารมณ์แบบไหน มีการแสดงออกที่รุนแรงหรือไม่ โดยจากการเก็บข้อมูล พบว่า พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ ดุ ด่า บังคับ หรือตีเด็ก จะทำให้เด็กดื้อเงียบ ต่อต้าน เข้าตำรา “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ” ขณะที่เด็กที่ได้รับการดูแลอย่างละมุนละไม พูดจาดี อ่อนหวาน ชมเชยบ้างเมื่อเด็กทำความดี เด็กจะให้ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง โดยพ่อแม่ไม่ต้องบังคับ การสื่อสารเชิงบวก จะช่วยสร้างวินัย นำไปสู่การสร้างพลังในตัวเด็ก(Empowerment) ทำให้เด็กเติบโตมาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการตัดสินใจ และกล้าเสนอความคิดเห็นในทางที่ดี

นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ กรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการเผยแพร่เอกสารทั้ง 2 ฉบับ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถแสดงออกถึงพฤติกรรมตามวัยของเด็กในด้านต่างๆ ว่าเด็กสามารถทำอะไรได้ (Can Do) ในแต่ละช่วงอายุ ผ่านตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรม ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้สามารถนำไปใช้เทียบเคียงกับพฤติกรรมของเด็กในแต่ละช่วงวัยได้ ในกรณีที่เด็กไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามวัยได้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กควรมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับเด็ก

การที่เด็กทำกิจกรรมไม่ได้ตามตัวชี้วัด ไม่ได้หมายความว่า เด็กไม่เก่งหรือพ่อแม่ไม่เก่ง แต่ควรสังเกตว่าพ่อแม่หรือคุณครูให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมนั้นหรือยัง สิ่งสำคัญอย่าเอาเด็กไปแข่งกับเด็กคนอื่น แต่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำตามความสามารถของเด็กที่จะทำได้ เอกสารทั้งสองฉบับนี้ไม่จำกัดว่า จะต้องใช้เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แต่ครูสามารถทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้สังเกตจากกิจกรรมและกิจวัตรประจำวันของเด็ก เช่น การใช้ช้อนกลาง การสระผม การเดินขึ้นบันได เพื่อให้เกิดการพัฒนาในชีวิตประจำวันของเด็กได้

ขณะที่ตัวแทนจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย “Mr.Hugh Delaney” เล่าถึงการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย และการพัฒนาเด็กในประเทศไทยว่า องค์การยูนิเซฟชื่นชมประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับเด็กมาอย่างยาวนาน และไม่เคยหยุดพัฒนา โดยตนเองทำงานในประเทศไทยมา 3 ปี และได้เห็นว่ารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือการนำเอาการพัฒนาไปปฏิบัติใช้ รัฐบาลไทยแสดงเจตนารมย์ของ 4 กระทรวงหลักที่ขับเคลื่อนด้านการพัฒนาการเด็ก ประสานการทำงานอย่างมีคุณภาพโดยมีคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมแห่งชาติ เป็นผู้ให้คำแนะนำ

สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด คือ ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษาของเด็กปฐมวัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรทำให้การเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทยในวัยนี้สูงกว่าประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก ประการที่สอง คือ เงินอุดหนุนของรัฐบาลสำหรับเด็ก 0-3 ปี เพื่อที่จะช่วยพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ภาวะโภชนาการ การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพจากครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ยากจน

เป้าหมายและทิศทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยของไทยสอดรับกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วโลก ดูงานของทั่วโลกที่สะท้อนมาจาก SDGs คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นกรอบทิศทาง การพัฒนาของโลก ที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กําหนดเป็นเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ ซึ่งตัวชี้วัดของพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะอยู่ในหลายๆ ตัวที่ SDGs ได้กล่าวถึง และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ

หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า หน้าต่างแห่งโอกาส คือ ช่วงเวลาการเติบโตของเด็ก 0-3 ปี ดังนั้น การเดินหน้าพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นการลงทุนกับเด็กในช่วง 0-3 ปี จะให้ผลผลิตไม่ว่าจะเป็นผลด้านการพัฒนาสุขภาพ โภชนาการ มีพื้นฐานการเรียนรู้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไทยกำลังลงทุนในช่วงหน้าต่างแห่งโอกาสนี้ด้วยความตั้งใจ