นับได้ว่าเป็นการจุดประกายครั้งสำคัญกับ “การประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 1 เรื่องความร่วมมือในการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ” ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โรงเรียนกำเนิดวิทย์ สถาบันวิทยสิริเมธี และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-19 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ สถาบันวิทยสิริเมธี และโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบันร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมไทย-รัสเซีย เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคม 2560 กระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ทำให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียด้านการศึกษา วิจัย และเทคโนโลยี สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ จึงเห็นสมควรจัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางการจัดการศึกษา สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เคมี ชีววิทยา ศิลปะและดนตรี การฝึกอบรมเพื่อการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ การปลูกฝังคุณลักษณะดิจิทัล การศึกษาทวิภาคี การศึกษาต่อเนื่อง รวมทั้งเรียนรู้ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ดีจากระดับภูมิภาค สู่ ‘ศูนย์ Sirius’ ศูนย์พัฒนาเด็กผู้มีความสามารถพิเศษระดับชาติของรัสเซีย

“ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตมากว่า 120 ปี ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศได้มีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้จึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบความร่วมมือให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมมือกันทางด้านการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ และการศึกษาวิจัย 2 ฉบับ ระหว่างสถาบันวิทยสิริเมธีกับ Skolkovo Institute of Science and Technology หรือ Skoltech และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับ Skoltech รวมทั้งมีการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เรื่อง การส่งเสริมธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับ Saint Petersburg State University และเจรจาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีกับ Saint Petersburg State University เพื่อนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจต่อไป”

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ รัสเซียให้ความสำคัญกับผู้มีความสามารถพิเศษในทุก ๆ ด้านอย่างเจาะลึก ไม่ใช่เพียงด้านวิชาการเท่านั้น รัสเซียยังมีนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีวิธีการพัฒนาครูที่น่าสนใจ และเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้พบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรนำมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยจากนี้ สภาการศึกษาจะทำหน้าเปรียบเสมือนประตูเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ และรัสเซีย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

“คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ระบุความสำคัญของการพัฒนาเด็กผู้มีความสามารถพิเศษไว้ชัดเจนในแผนปฏิรูปการศึกษา สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างสอดรับและดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน จากการศึกษาขณะนี้พบว่า ประเทศไทยมีเด็กผู้มีความสามารถพิเศษไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ในหลากหลายด้าน ซึ่งสภาการศึกษาจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนานำไปสู่การปฏิบัติจริง”

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า จากนี้ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าพัฒนาระบบคัดกรองเด็กผู้มีความสามารถพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงสถาบันการศึกษา การคัดกรองที่ดีที่สุดขณะนี้ของเรา คือด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งจะต้องพัฒนาการคัดกรองในด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ต่อไป เพราะเด็กไทยมีความสามารถหลากหลาย เพียงแต่ต้องค้นให้พบ และส่งเสริมให้ตรงจุด

