วธ.จัดนิทรรศการ ‘ปฏิบัติการถ้ำหลวง : วาระแห่งโลก’ ‘ณรงค์ศักดิ์-ผบ.หน่วย.ซีล-หมอภาคย์’ ร่วมเสวนา
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ลานไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ สยามพารากอน กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิธีเปิดงานแสดงนิทรรศการ “ปฏิบัติการถ้ำหลวง : วาระแห่งโลก” โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงาน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง “ปฏิบัติการถ้ำหลวง : วาระแห่งโลก” โดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา อดีตผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ, พลเรือตรี อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ และพันโท นายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุน ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานนิทรรศการมีผู้สนใจเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก
นายวิษณุกล่าวว่า การช่วยเหลือทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญระดับโลกที่คนทั้งโลกต่างให้ความสนใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีเมตตา และทรงห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าว อีกทั้งเป็นการหลอมรวมความสามัคคีและส่งกำลังใจจากทุกฝ่ายทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ รัฐบาลโดย วธ.ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชนดำเนินการรวบรวมข้อมูลและภาพเหตุการณ์ นำมาจัดนิทรรศการปฏิบัติการถ้ำหลวง : วาระแห่งโลก เพื่อถอดบทเรียนในมิติวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในสังคมไทย เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้เรื่องความมีน้ำใจไมตรี วินัย จิตอาสา และความสามัคคี ตลอดจนการเเสดงน้ำใจ ความห่วงใย และความช่วยเหลือจากทั่วโลก

นายวีระกล่าวว่า งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เป็นการเเสดงการร่วมเเรงร่วมใจ เห็นถึงการเเสดงความมีน้ำใจ ความห่วงใย และการช่วยเหลือจากประเทศไทยและต่างชาติทั่วโลก ตลอดจนเป็นความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สำหรับนิทรรศการประกอบด้วย 7 โซนดังนี้ 1.13 ชีวิต คิดพิชิตถ้ำหลวง เรื่องราวของทีมหมูป่าทั้ง 13 คน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับถ้ำหลวงในเเง่ความเชื่อและความสวยงามทางธรรมชาติ 2.นาชีวิต วิกฤตเสี่ยงตาย เรื่องราวเหตุการณ์วันติดถ้ำของทีมหมูป่าทั้ง 13 คน 3.วิกฤตใหญ่ รวมใจไทยเป็นหนึ่ง เรื่องราวการรวมตัวของทุกหน่วยงานในประเทศทั้งหน่วยรัฐบาล เอกชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ 4.ปฏิบัติการถ้ำหลวง วาระแห่งโลก เรื่องราวความช่วยเหลือของคนทั้งโลกที่หลั่งไหลเข้ามาในไทย 5.คารวะผู้กล้า สดุดีจ่าเเซม ร่วมไว้อาลัยและสดุดีจ่าเเซม วีรบุรุษผู้เสียสละ รวมทั้งขอบคุณเหล่าผู้กล้าและเสียสละทุกท่าน 6.บทเรียนที่โลกทึ่ง ถอดบทเรียนจากความสำเร็จของปฏิบัติการที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบกู้ภัยภายในถ้ำครั้งเเรกของโลก และ 7.จารึกปฏิบัติการถ้ำหลวง ประมวลเหตุการณ์ความช่วยเหลือตลอดทั้ง 18 วัน นับตั้งแต่ทีมหมูป่าหายตัวเข้าไปในถ้ำ จนถึงวันที่ลำเลียงผู้ช่วยโค้ชและเด็กทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ออกจากถ้ำได้สำเร็จ
นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า ได้รับเเจ้งเหตุการณ์มีเด็กติดในถ้ำเวลาเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 23 มิ.ย. ตอนนั้นตกใจ และได้เดินทางไปที่ถ้ำหลวง เมื่อไปถึงก็รู้สึกว่าไม่ได้ง่าย จึงส่งคนเข้าไปช่วยราว 03.00 น. ตอนนั้นภายในถ้ำทั้งมืดและน้ำก็เย็น เจ้าหน้าที่ได้ออกมาประมาณ 04.00 น. เราคุยกันว่าไหวหรือไม่ ถ้าไม่ไหวจะได้หาทางกันต่อ ขณะเดียวกันก็คิดว่าผู้ปกครองเด็กก็ต้องเป็นห่วงเด็กๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำ ได้คุยกับผู้ปกครองตอน 09.00 น.วันรุ่งขึ้น จากนั้นได้ระดมเจ้าหน้าที่ค้นหา แต่ไม่ง่ายเลย อีกทั้งบริเวณ 3 แยกโดนน้ำท่วมหมดแล้ว ต่อมาได้ออกประกาศภัยพิบัติฝนตกและน้ำท่วม เรียกระดมพลเจ้าหน้าที่ดำน้ำจาก จ.เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ซึ่งมีเพียง 18 คนเท่านั้น เราประชุมวางเเผนการเดินถ้ำว่าวิธีไหนจะง่ายสุด โดยสรุปคือเข้าไปทางไหนก็ออกมาทางนั้น
“ต้องยอมรับว่า จังหวัดเราไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการค้นหา เราต้องประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญในการดำน้ำอย่างทางหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) ซึ่งได้รับการสนับสนุนการค้นหาทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตอย่างเต็มที่ โดยความยากของภารกิจคือความเย็นของน้ำอยู่ที่ 18-20 องศาเซลเซียส อีกทั้งช่องในการเดินทางและการวางเเผนการเดินทาง ซึ่งวันที่ฝนตก เราพยายามส่งทีมเข้าไปกู้น้ำ โดยประเมินว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ และบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าใครที่อ่อนเพลียให้ออกมาก่อน จะส่งเจ้าหน้าที่คนอื่นเข้าไป อีกทั้งจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้ทันเวลา พร้อมกับการบริหารจัดการสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เมื่อเวลาผ่านไปจะต้องมีการเพิ่มจำนวนคนและเเบ่งหน้าที่แต่ฝ่ายให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องวางแผนว่าหากทุกคนออกมาจากถ้ำได้แล้วจะต้องมีการช่วยเหลือดูแลอย่างไร” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

พ.ท.นพ.ภาคย์กล่าวว่า การช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในวันเเรกที่ผมเข้าไประดับน้ำยังคงเท่าเดิม เพราะเครื่องสูบน้ำยังไม่มา สำหรับการทำงานกับหน่วยซีล ถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ได้เรียนรู้ถึงความพยายามของทุกคนต่อภารกิจครั้งนี้ โดยเฉพาะตอนเจอเด็กๆ แล้ว ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเขาดีกว่าที่คิดมาก ทุกคนสามารถสนทนาได้เป็นปกติ ประเทศไทยควรมีการสอนว่า หากเกิดภัยพิบัติควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อความปลอดภัยและเอาตัวรอดได้ ซึ่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้วมีสถานีโทรทัศน์ประเทศญี่ปุ่นขอข้อมูลจากเราเพื่อเป็นบทเรียน และใช้แก้ปัญหาสำหรับประเทศตัวเอง และโค้ชเอก-นายเอกพล จันทะวงษ์ เป็นผู้นำที่ดี สอนให้เด็กๆ นั่งสมาธิเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก
พล.ร.ต.อาภากรกล่าวว่า ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้จัดงาน เป็นโอกาสดีที่เรา 3 คนได้มานั่งคุยกัน เพิ่งได้เจอผู้ว่าฯครั้งแรกหลังเสร็จงาน สำหรับกรณีถ้ำหลวงฯคิดว่าประชาชนทั่วไปคงติดตามเพราะมันยาวนานมาก เป็นเหมือนซีรีส์ในชีวิตจริง แต่ซีรีส์ตอนจบต้องมีพระเอกนางเอก แต่งานนี้ไม่รู้เลย หน่วยซีลคุยกันว่าเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ณ วันนั้นเราตัดสินใจทำงานกันซึ่งไม่ง่ายเลย ชีวิตของน้อง 13 คนอยู่ในอันตราย เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไร เราเองเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกลไล โดยกองทัพเรือมีนโยบายชัดเจนว่า “กองทัพเรือไม่ทิ้งประชาชน” เมื่อได้รับการประสานก็รวมตัวกันที่อู่ตะเภาและไปเชียงรายทันที เข้าพื้นที่ตั้งแต่ตี 4 เป็นงานที่เราไม่เคยเจอเพราะปกติเราอยู่ทะเล ตอนแรกคิดว่าไม่น่ายาก ผมฟังรายงานอยู่ที่สัตหีบ แต่ก็ตามขึ้นไปดูเพื่อจะได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ไปถึงก็วุ่นกับการสูบน้ำ สุดท้ายก็โดนน้ำไล่ไปถึงปากถ้ำ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นลูกหลานเราจะรู้สึกอย่างไร แต่น้องมีประสบการณ์การเข้าถ้ำ แต่เราต้องศึกษาจากต่างประเทศว่าคนติดถ้ำอยู่กันอย่างไร
พล.ร.ต.อาภากรกล่าวต่อว่า เมื่อเจอน้องแล้ว เรามีแผนแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อ มีหมอเตรียมไว้ มีนักดำน้ำต่างชาติมาช่วย และเราก็ตัดสินใจร่วมกันไม่รอการสูบน้ำแล้ว เราต้องทำตัวให้กลมกลืนกับน้ำเป็นมนุษย์น้ำให้ได้ แต่ไม่ได้คิดแบบบ้าบิ่น คือในการดำน้ำในทะเลจะมีความลึกของน้ำบอกว่าดำได้กี่นาที แต่ในถ้ำน้ำไม่ลึกมาก เราจะอยู่ในน้ำได้เท่าที่เรามีอากาศหายใจ เราเอาขวดอากาศไปวางทุก 25 เมตร หมดก็เอาขวดให้วาง เรามีประมาณ 200 ขวด ได้รับการบริจาคจากเอกชนอีก 200 ขวด ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอีก 200 ขวด รวมแล้ว 600 กว่าขวด เราใช้โถงสามเป็นฐานบัญชาการและต้องหาคนที่มาช่วยปฏิบัติการ เพราะหน่วยซีลต้องออกจากโถงสามไปเนินนมสาว แต่จากปากถ้ำต้องมีคนมาช่วยวางขวดอากาศจากปากถ้ำไปโถงสามซึ่งมีหลายหน่วย ตอนแรกเราใช้ 1 ขวด ต่อมาใช้ 3-4ขวด โดยนักดำน้ำคนแรกจะนำเชือกไปเพื่อเป็นเส้นนำทางให้คนข้างหลัง นักดำน้ำอังกฤษมาวันแรกก็ต้องถอยเช่นกัน แต่พอเราวางเชือกก็มีนักดำน้ำอังกฤษตามเข้าไปจนเจอเด็ก
“การตายในสนามรบหรือเพื่อประเทศชาติ คือเกียรติของทหาร จะเห็นว่าที่ผ่านมาเรามีการตายมากมาย ศพจะคลุมด้วยธงชาติและประเทศไม่เคยทอดทิ้ง กรณีจ่าแซม (ปัจจุบันมียศเป็น น.ต.สมาน กุนัน) ลาออกหลายปีแล้ว แต่กลับมาทำเพื่อประเทศ ทั้งที่เสี่ยงมาก ซึ่งถ้าไปพลาดนิดเดียวคือถึงแก่ชีวิต แม้วันนี้ร่างเขาไม่อยู่แล้ว แต่ทุกคนยังจำชื่อเขาได้ ถ้าไม่มีภาวะวิกฤตประชาชนทั่วไปก็อยู่สุขสบาย ไม่เห็นค่าของทหาร” พล.ร.ต.อาภากรกล่าว
พล.ร.ต.อาภากรกล่าวต่อว่า รายละเอียดในการปฏิบัติต้องวางแผนละเอียด เมื่อเจอน้องแล้วก็ส่งทีมไป 4 คน ดำน้ำเข้าไปอยู่กับเด็กก็เงียบหายไป ส่วนชุดที่ 2 ได้ส่งหมอภาคย์และหน่วยซีลวิทยาศาสตร์ใต้น้ำลงไปรวม 3 คน เป็นทั้งหมด 7 คน และเฝ้ารอกว่า 20 ชม. ทีมออกมา 3 คน แต่ทีมหมอยังอยู่ ช่วงที่เขาหายไปคือใช้เวลาดำน้ำนาน ต้องมีช่วงพัก หลังจากทราบข่าวสารก็นำมาวางแผน ตอนแรกไม่คิดจะให้ดำน้ำออกมา แต่ทราบว่าได้น้องได้ยินเสียงจากด้านนอก จึงได้ระดมพลกันหลายหน่วยเพื่อขึ้นเขาหาช่องทางที่จะเข้าถึงเด็ก แต่สุดท้ายเปลือกถ้ำหนาประมาณ 500 เมตร โอกาสจะเจอช่องทางเข้าไปน้อยมาก และไม่รู้จุดที่เด็กอยู่ การเจาะเข้าไปถึงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร หลังจากนั้นมีนักดำน้ำเข้าไปวัดออกซิเจนที่เนินนมสาว ซึ่งเหลือแค่ 15% น่าเป็นห่วง ถ้าลดเหลือ 12% จะหมดสติ เพราะปกติเราใช้ที่ 21% และยังมีพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกอีก ทำให้ทีมต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร ต้องทำงานวางแผนเป็นวันเพื่อดูว่าเมื่อไหร่ออกซิเจนจะลดเหลือ 12% แต่เราเติมออกซิเจนเข้าไปตลอดตามท่ออากาศ วางขวดทุกร้อยเมตร แต่ทำไม่สำเร็จเพราะมีอุปสรรคมากมาย จึงเข้าไปได้แค่โถงสาม แต่ก็ไม่ได้เสียประโยชน์เพราะสุดท้ายโถงสามเหลือออกซิเจนแค่ 13% จึงปล่อยออกซิเจนเข้าไปให้เจ้าหน้าที่เพราะอยู่กันหลายคน
“ผมและทีมงานดำน้ำหลังจากคุยกันแล้วก็วางแผนจะทำอย่างไรต่อทั้งเรื่องการขออนุมัติต่างๆ ก็จะทำเอง ในการปฏิบัติการเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก และถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่ได้เลย ถ้าน้ำเต็มถ้ำก็ถ้ำงานยาก ถ้าออกซิเจนเหลือ 12% เด็กก็แย่ อย่างน้อยเราทำแค่ 50% ก็ยังดี”
พล.ร.ต.อาภากร กล่าวว่า งานนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง และมีคนปิดทองหลังพระอีกมาก เราช่วยเด็กได้ปลอดภัย 100% กำลังพลทุกคนทุกหน่วยมีความสุขมาก แม้ว่าตอนแรกจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันเพราะมาจากต่างที่ แต่ทุกคนมาเพื่อช่วยน้องๆ ถ้าเราไม่สู้คนไทยคงเศร้าทั้งประเทศ เราสู้จนทำให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ในความสามารถ รัฐธรรมนูญเองก็กำหนดให้ทหารช่วยประเทศ งานนี้ได้ประจักษ์ว่ากองทัพได้สร้างคนที่เมื่อประเทศมีความวิกฤตเราก็ช่วยได้ สำหรับคนที่อยากเข้ามาเรียนหลักสูตรก็เข้ามาได้เลย แต่ขอให้จบ
เมื่อถามว่าฝึกทำไม พล.ร.ต.อาภากรกล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมีภาวะวิกฤตก็มีคนถามว่าฝึกทำไม เพราะฝึกหนักมาก แต่ขอตอบว่า ก็เหมือนคำถามว่ามีทหารไว้ทำไม ตอนนี้ก็คงไม่มีแล้ว

