รมว.วท.เผย ก.อุดมฯ ต้องทำ 2ภารกิจ 8หลักการ 3ปฏิรูป ชี้ต้องเป็นราชการน้อยลง อจ.ทำวิจัยได้เต็มที่ (คลิป)

24.08.18 | 15:10 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ Research University Network (RUN) ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) และมหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.) จัดเสวนาเรื่อง “กระทรวงใหม่ : โอกาสและความท้าทาย สำหรับมหาวิทยาลัย” นำเสวนาโดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)

นายสุวิทย์ กล่าวว่า กระทรวงใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต หัวใจของกระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 ภารกิจ 8 หลักการ 3 ปฏิรูป ใน 2 ภารกิจ คือ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และเตรียมประเทศสู่ศตวรรษที่ 21 ในส่วนของ 8 หลักการของกระทรวงใหม่ มีหลักการที่สำคัญ เช่น ต้องปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศโลกที่หนึ่ง, ชี้นำทิศทางด้วยทุนวิจัยที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย, มุ่งเสริมองค์ความรู้และความสามารถในการวิจัยและสร้างนวัตกรรม, มีการบริหารสมัยใหม่ และมีการขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างคล่องตัว สร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับความคิดเห็นและร่วมมือกัน เป็นต้น ท้ายสุดคือ 3 ปฏิรูป ประกอบด้วย Regulatory Reform, Budgeting Reform และ Administrative Reform

นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า การตั้งกระทรวงใหม่เป็นต้นแบบของการปฏิรูปอย่างแท้จริง เป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทำอย่างไรให้กระทรวงใหม่มีความเป็นราชการน้อยลง ตอบโจทย์ประเทศมากขึ้น จะปฏิรูปเรื่องกฎ ระเบียบ ต้องปรับเปลี่ยน เช่น จะทำอย่างให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัย สามารถที่จะทำงานวิจัยได้อย่างเต็มที่ และสามารถใช้ประโยชน์จากงานวิจัยของตนได้ และปฏิรูปงบประมาณ โดยกระทรวงใหม่จะมีงบวิจัยในลักษณะ เป็นการให้งบใช้มากกว่า 1 ปี และเป็นเงินวิจัยก้อนใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้อาจารย์และนักศึกษาผลิตผลงานที่เป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างงานวิจัยชั้นชี้นำอนาคตของประเทศ หรือ Frontier Research

“เชื่อว่าสามารถจัดตั้งกระทรวงใหม่ได้ทันรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เพราะนพ.อุดม รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว ขณะเดียวกันทาง วท. พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ร่าง พ.ร.บ. วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. … อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ คาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อครม.ภายในต้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ร่างพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวง มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รับหน้าที่ผลักดันในส่วนนี้อยู่” นายสุวิทย์ กล่าว

ด้านนพ.อุดม กล่าวว่า ประเทศไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน การที่จะยกระดับประเทศก้าวข้ามจุดนี้ได้ อุดมศึกษาเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เพราะมหาวิทยาลัยมีหน้าที่สร้างคน สร้างนวัตกรรม ซึ่งการบริหารงานภายใน ศธ. ที่ต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนทุกช่วงวัย และมหาวิทยาลัยไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เป็นเหตผลว่าทำไมอุดมศึกษาจำต้องแยกตัวออกมาเป็นกระทรวงเพื่อให้ได้รับการดูแล และพัฒนาอย่างทั่วถึง

Advertisement

“ต่อไปมหาวิทยาลัยต้องผลิตคน เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และกระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น มีรูปแบบใหม่ ต้องเป็นกระทรวงที่เล็กมีความคล่องตัว และมีหน้าที่ในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของมหาวิทยาลัยให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามภารกิจของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต้องเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยตนไม่มีทางเก่งไปทุกอย่าง แต่ละมหาวิทยาลัยต่างมีจุดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง แนวทางต่อไป รัฐบาลและกระทรวงใหม่จะส่งเสริมสิ่งที่มหาวิทยาลัยที่มีความถนัดเฉพาะด้านและมีจุดแข็งเป็นของตน ถ้ามหาวิทยาลัยยังทำเหมือนเดิม สภามหาวิทยาลัยไม่มีการทบทวนปรับปรุงหลักสูตร กลับผลิตบัณฑิตออกมาโดยไม่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศ จะสนับสนุนงบประมาณลง ซึ่งผมอยากจะย้ำอีกครั้งในเรื่องของสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ผมไม่เคยไม่เห็นความสำคัญของสังคมศาสตร์ ยืนยันว่าสังคมศาสตร์ยังคงเป็นศาสตร์ที่สำคัญและยังต้องมีอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้ประเทศต้องการกำลังคนขับเคลื่อนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำต้องผลิตบัณฑิตด้านนี้เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ขอให้เลิกผลิตบัณฑิตด้านสังคมศาสตร์แต่อย่างใดเพียงแต่ขอให้ผลิตลดลงเท่านั้น” นพ.อุดมกล่าว

นพ.อุดม กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างกระทรวงใหม่ ที่กระทรวงใหม่ต้องเป็นกระทรวงที่มีขนาดเล็ก และคล่องตัว ระบบกำลังคนจำต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน คนทำงานในกระทรวงใหม่ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นที่จะทำความเข้าใจ ให้คำแนะนำกับคนทำงานเดิม อย่างไรก็ตามตนมีแนวคิดว่า หากคนทำงานเดิมมีแนวคิดการทำงานที่ไม่ตอบรับกับแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงใหม่ อาจมีเปิดให้มีการเออรี่รีไทร์ในอนาคต เพื่อจัดหาคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ตอบโจทย์พัฒนาประเทศต่อไป