อธิการฯ มข.บลั๊ฟ 11 สภาวิชาชีพ แม้กฤษฎีกาตัดออก อธิการบดีที่นั่ง สนช.ใส่กลับได้

3.09.18 | 10:46 น.

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีที่สภาวิชาชีพออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … ซึ่งห้ามไม่ให้สภาวิชาชีพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย และการรับรองหลักสูตรต่างๆ โดยให้สภาวิชาชีพมีหน้าที่เพียงแค่สอบประเมินบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัย เพื่อรับใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพเท่านั้น โดยมองว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมาตรฐาน และคุณภาพของบัณฑิตที่จะเข้าสู่วิชาชีพต่างๆ โดยเฉพาะมาตรา 64 ที่ให้สภาวิชาชีพมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นประกอบการจัดทำหลักสูตร แต่มิได้ให้อำนาจในการรับรอง หรือกำหนดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน หรือสร้างภาระอื่นใดให้สถาบันอุดมศึกษา มาตรา 65 สภาวิชาชีพจะออกข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามิได้ มาตรา 66 ในกรณีที่คณะกรรมการการอุดมศึกษา เห็นว่าสภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 ให้แจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตามนั้น ซึ่งทั้ง 3 มาตรานี้ จะทำลายระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตฯ และไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่า อยากย้ำอีกครั้งว่าสภาวิชาชีพมีความสำคัญ และจำเป็นต้องมีอยู่ แต่ต้องการให้สภาวิชาชีพเปลี่ยนมุมมองใหม่ อย่าเอาแต่มองมุมเดิม หรือยึดมั่นโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หากไม่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองจะพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างไร

นพ.อุดมกล่าวอีกว่า สภาวิชาชีพ และมหาวิทยาลัย ต้องร่วมมือ และทำงานไปด้วยกัน ในการกำหนดออกแบบหลักสูตร และกำหนดคุณภาพมาตรฐานตลอดต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือสิ่งที่ตนอยากเห็น

“มาตราที่เป็นปัญหา ผมยินดี และไม่เสียใจที่ตัดจะออก แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องยืนยันกับผมว่าจะทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาผมยินดีเป็นคนกลางประสานให้สภาวิชาชีพ และมหาวิทยาลัยรือร่วมกัน แต่การประชุมร่วมกัน 2 ครั้งที่ผ่านมา ต่างยืนในจุดเดิม ไม่ยอมปรับความคิด คุยกันกี่ครั้งก็ไม่รู้เรื่อง ที่สำคัญไม่เห็นประโยชน์ของประเทศชาติ และนักศึกษาร่วมกัน แล้วจะพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าได้อย่างไร แต่อย่าเหมารวมว่าทั้ง 11 สภาวิชาชีพ ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษาทั้งหมด เพราะบางวิชาชีพไม่มีปัญหากับมหาวิทยาลัย และยังทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เช่น แพทยสภา” นพ.อุดมกล่าว

นพ.อุดมกล่าวต่อว่า ส่วนที่กังวลว่ามหาวิทยาลัยเอกชนจะเปิดสอนแพทยศาสตร์แล้วไม่ได้มาตรฐาน เรื่องนี้ถือว่าเกิดขึ้นยาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ามหาวิทยาลัยเอกชนขณะนี้มีปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลงจำนวนมาก ไม่มีทางที่จะเปิดคณะนี้ได้แน่นอน ถามว่าสภาวิชาชีพ และมหาวิทยาลัย ควรทำงานร่วมกันอย่างไรนั้น ต่อไปทุกมหาวิทยาลัยต้องการเน้นคุณภาพ และสร้างจุดเด่นของตน อยากจะเพิ่ม หรือเรียนสาขาไหนเป็นพิเศษ หรือเฉพาะทางเกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพ ต้องไปปรึกษาหารือกับสภาวิชาชีพเพื่อกำหนดมาตรฐานเปิดสอน ไม่ใช่ให้สภาวิชาชีพตัดเสื้อควบคุมมาตรฐานสวมให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเหมือนกันหมดไม่ได้ เป็นต้น

“ส่วนมาตรา 48 ที่กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งสภาวิชาชีพอยากจะให้ตัดคำว่าวิชาชีพออกนั้น เรื่องนี้ไม่ขอออกความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ผมยอมให้ตัดมาตรา 64, 65 และ 66 ที่เป็นปัญหาเท่านั้น ส่วนสภาวิชาชีพวางแผนจะไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอเข้าหารือ และเสนอแนะเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษานั้น อย่าไปยื่นเลย หันหน้ามาคุย และหารือถึงทางออกร่วมกัน โดยเอาประโยชน์ของประเทศ และนักศึกษาเป็นที่ตั้งดีกว่า” นพ.อุดมกล่าว

Advertisement

นพ.อุดมกล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องที่ตนตีกลับ 3,000 หลักสูตรให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาอนุมัติเปิดหลักสูตรเอง หากเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพ จะรับประกันอย่างไรว่ามหาวิทยาลัยไม่เปิดหลักสูตรมุ่งเน้นหาแต่รายได้ ตนไม่อยากให้กังวลเรื่องนี้ เพราะการส่งหลักสูตรไปให้มหาวิทยาลัยเปิดเองเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมา กว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดสอนได้ ต้องรอ 1-2 ปี เพื่อรอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พิจารณาอนุมัติ หากสภาเปิดหลักสูตรโดยไม่ได้มาตรฐานจาก สกอ.จะถูกเล่นงานจากนักศึกษา ผู้ปกครอง สภาวิชาชีพ แน่นอน ทาง สกอ.จะขึ้นเว็บประกาศว่าหลักสูตรนั้นไม่ผ่านการรับรอง ดังนั้น สภาต้องรับผิดชอบต่อสังคม และนักศึกษา หากทำผิดต้องได้รับผิด

นายไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า กรณีที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการให้ นพ.อุดมเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาขอให้ถอนมาตราที่มีปัญหาเกี่ยวกับสภาวิชาชีพ และเรื่องกองทุนพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่ยังมีข้อถกเถียงออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อไม่เป็นปัญหาอีก ถ้าเป็นไปตามนั้นจริงถือเป็นเรื่องดี โดยกลุ่มสภาวิชาชีพเตรียมเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 กันยายนนี้ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว เพราะอยากให้รัฐบาลพิจารณาข้อกฎหมายในร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาให้รอบคอบ หากมีผลบังคับใช้แล้วจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนด้านการแพทย์ ซึ่งกระทบต่อชีวิต และสุขภาพของประชาชน

นายไพศาลกล่าวอีกว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างๆ คงไม่พูดคุยอีก เพราะระหว่างยกร่างกฎหมาย มีการพูดคุยกันหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ หรือแก้ไข กระทั่งมีการเสนอกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น คงไม่มีประโยชน์ สภาวิชาชีพจะเดินหน้าหารือกับผู้ที่มีอำนาจในการออกกฎหมายคือ ศธ.และรัฐบาล ให้มองให้รอบด้าน เพราะการเรียนด้านการแพทย์ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ หากออกกฎหมายมาโดยไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน อาจทำให้เกิดความเสียหายได้

“ตอนนี้จำนวนเด็กลดลง ขณะที่มหาวิทยาลัยมีหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐเท่านั้น แต่ยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่เข้ามาแข่งขัน ขณะที่เด็กนิยมเรียนสายสังคมน้อยลง และมาสนใจเรียนสายวิทยาศาสตร์การแพทย์มากขึ้น ดังนั้น ถ้าให้มหาวิทยาลัยเปิดสอนโดยที่ไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปดูมาตรฐาน แล้วมาสอบอย่างเดียว จะทำให้เกิดปัญหา เพราะการเรียนแพทย์ต้องสอบภาคปฏิบัติ และดูเรื่องทักษะต่างๆ ซึ่งต้องดูระหว่างการเรียนการสอน หากมาดูเฉพาะช่วงสอบอย่างเดียวอาจไม่ทัน” นายไพศาลกล่าว

นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า นพ.ธีระเกียรติเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาถอนมาตราที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาวิชาชีพออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ถือเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. แต่อย่าลืมว่ากฎหมายฉบับนี้ยกร่างโดยอธิการบดี ซึ่งคือกลุ่มเดียวกับ สนช.แม้สุดท้ายคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตัดมาตราดังกล่าวออกไป แต่เมื่อมาถึง สนช.หากเห็นว่ามีความจำเป็นก็พิจารณาใส่กลับเข้าไปได้

นายกิตติชัยกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ถือเป็นกฎหมายรอง ซึ่งเขียนขึ้นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 40 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคง หรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา”

นายกิตติชัยกล่าวต่อว่า ปัญหานี้เกิดจากสภาวิชาชีพเข้ามาครอบด้วยรายละเอียด เนื้อหาวิชาที่แน่นเกินไป จนขยับทำอะไรไม่ได้ล้าหลัง ไม่เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้มหาวิทยาลัยตกเป็นจำเลยสังคม แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงรายละเอียดลึกๆ ว่าสภาวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักสูตรอย่างไรบ้าง

“เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่ยอมกัน แต่เราเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ก็พยายามแก้ไข ซึ่งผมเองเห็นด้วยที่จะต้องมาคุยกัน เพื่อปลดล็อกปัญหา แต่สภาวิชาชีพเองอาจจะต้องยอมผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางอย่างลงบ้าง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือมหาวิทยาลัย แล้วจะมาครอบอยู่ตลอดเวลา” นายกิตติชัยกล่าว