ศธ.ขึ้นทะเบียนครูพิเศษแล้ว 20 คน ตั้งเป้า ก.ย.นี้ 100 คน ก่อนขยายผลถึงสิ้นปี 500 คน เอื้อ 10 อุตสาหกรรมในอีอีซี สพฐ.ประสาน ‘อาชีวะ-มหา’ลัย’ เตรียมหลักสูตรรับอีอีซี
พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะให้ ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมครูพิเศษ โดยบูรณาการภารกิจผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ด้วยการนำร่องในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับความพร้อมของกำลังคนในภาคอุตสาหกรรม โดยมอบให้ ศธ.เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากรในสาขาวิชาต่างๆ รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 และ 10 อุตสาหกรรมหลักในอีอีซี ซึ่งได้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ผ่านศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย 3 ศูนย์หลัก คือวิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคนิคบางแสน และวิทยาลัยเทคนิคระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล และเพิ่มขีดความสามารถของครูผู้สอนเพื่อรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งหัวใจหลักในกระบวนการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาจะต้องมีครูพิเศษในสถานประกอบการ มาสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอน จึงได้จัดให้มีการขึ้นทะเบียนครูพิเศษ อาชีวศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 และ 10 อุตสาหกรรมในอีอีซีขึ้น ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ศธ.
พล.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า วันนี้ถือว่าเป็นการทำงานที่ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่งของ ศธ.โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ทางด้านอุตสาหกรรม 4.0 ในพื้นที่ของอีอีซี ซึ่ง ศธ.ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาไปแล้วในเขตพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นพื้นที่แรกและมีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ ล่าสุดได้เชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจำนวน 20 ท่านมาเป็นครูพิเศษ เพื่อช่วยจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษา ให้ข้อแนะนำต่างๆ และจะมีการขยายเป้าหมายว่าในเดือนกันยายนนี้ ครูพิเศษ 20 ท่านแรกจะไปรณรงค์เชิญชวนให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ได้ 100 คน และปลายปีเพิ่มเป็น 500 คน ซึ่งสามารถขยายได้ทั่วทั้งพื้นที่ในอีอีซี ภาคตะวันออกและภาคต่างๆ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงครูพิเศษที่มีความชำนาญ มีทักษะวิชาชีพ ได้บรรยายถ่ายทอดการสอน และมีโรงงานซึ่งเปรียบเสมือนสถานศึกษาที่ทำงานร่วมกันในรูปแบบทวิภาคี ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนการสอนโดยเฉพาะการมีผู้เชี่ยวชาญในภาคเอกชนมาเสริม มาช่วยการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องของกลไกประชารัฐทำให้การทำงานมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ด้านนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สอศ.อยู่ระหว่างจัดโครงการขึ้นทะเบียนครูพิเศษอาชีวศึกษาในอุตสาหกรรม 4.0 และอีอีซี ถือเป็นความก้าวหน้าของ ศธ.ในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา จะเริ่มนำร่องใน จ.ชลบุรี เป็นที่แรก ในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจและ 10 อุตสาหกรรมหลักมาขึ้นทะเบียนเป็นครูพิเศษให้กับสถานศึกษา ตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นปี 2561 จะมีครูพิเศษประมาณ 500 คน และจะขยายไปยังทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงในการพัฒนาสร้างกำลังคนอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ครูพิเศษจะทำหน้าที่เป็นเสมือนครูในอาชีวศึกษา โรงงานเปรียบเสมือนสถานศึกษาทำงานร่วมกันในรูปแบบระบบทวิภาคี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน
นายสาโรจน์ วสุวานิช ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ในนามสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ได้รับเกียรติจาก ศธ.ให้ทำหน้าที่ครูพิเศษ ถือเป็นโอกาสดีที่นักศึกษาส่วนใหญ่ได้เรียนภาคทฤษฎีในสถานศึกษา และผู้ประกอบการมาเสริมในภาคปฏิบัติที่จะช่วยเสริมสร้างให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่เรียนมากยิ่งขึ้น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีพร้อมให้การสนับสนุนโครงการนี้ และนำแนวคิดของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ไปขยายผลต่อไป
“นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาประเทศและกำลังคนอาชีวศึกษาให้ก้าวเข้าสู่โลกอนาคต เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ให้กับการพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพ หรืออาชีวศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป” นายสาโรจน์กล่าว
น.ส.นงลักษณ์ เรือนทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การรวบรวมครูพิเศษเข้าอีอีซี เพื่อผลิตคนตอบสนองต่อตลาดแรงงานนั้น ในส่วนของ สพฐ. การเรียนการสอนต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตอบสนองกับตลาดแรงงาน สอดคล้องกับการประกอบอาชีพในอนาคต ขณะนี้อยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยกำหนดโรงเรียนนำร่องรุ่นที่ 1 ไว้ 47 โรงเรียน เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย สพฐ.ได้เข้าไปทำความเข้าใจเบื้องต้นกับโรงเรียนนำร่องแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นเตรียมหลักสูตร ซึ่งต้องเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต ประกอบด้วย หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร โรงเรียนนำร่องเหล่านี้ต้องศึกษาและวางแผนเปิดหลักสูตร ว่าอุตสาหกรรมไหนจะตอบสนองต่อตลาดแรงงาน เช่น ม.ต้น จะเปิดสอนวิชาเพิ่มเติมอะไร และ ม.ปลายจะเปิดโปรแกรมอะไร ซึ่งการเปิดหลักสูตรนี้จะประสานงานกับสถานบันอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยในการออกแบบหลักสูตร
“นอกจากมีหลักสูตรที่ตอบสนอง 10 อุตสาหกรรมแล้ว สถาบันอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยจะร่วมฝึกพัฒนาครูที่มีอยู่เดิมกว่า 3,000 คน ใน 47 โรงเรียน คาดว่าภายในเดือนตุลาคมจะทราบจำนวนหลักสูตรที่แน่นอน และจะเริ่มประสานงานกับอาชีวะและมหาวิทยาลัย เพื่อฝึกอบรมครูให้สอนในสาขาวิชาใหม่ ให้ทันปีการศึกษา 2562 ส่วนครูจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มหรือไม่ ต้องรองบประมาณจากส่วนกลาง แต่ที่ครูจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมคือได้รับการพัฒนาฝีมือ ฝึกความรู้ในด้านใหม่ๆ จากมหาวิทยาลัยที่จะเข้ามาฝึกฝนครู” น.ส.นงลักษณ์กล่าว

