ถือเป็นสัญญาณดีที่ หมอธี หรือ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจหย่าศึกระหว่าง มหาวิทยาลัย และกลุ่ม สภาวิชาชีพ ที่กำลังปะทุหนัก หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … ทั้งที่ยังมีความขัดแย้ง เพราะห้ามไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไป ก้าวก่าย
การรับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ให้เหลือเพียง สอบ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น
โดยหมอธีสั่งการให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.เสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา
ขอให้ถอนมาตราที่มีปัญหาเกี่ยวกับสภาวิชาชีพ และเรื่องกองทุนพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่ยังมีข้อถกเถียง ออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … เพื่อให้จบเรื่อง ไม่เป็นปัญหาอีก!!
โดยเฉพาะ 4 มาตราสำคัญ ได้แก่ มาตรา 64 ที่ให้สภาวิชาชีพมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นประกอบการจัดทำหลักสูตร แต่มิได้ให้อำนาจในการรับรอง หรือกำหนดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน หรือสร้างภาระอื่นใดให้กับสถาบันอุดมศึกษา
มาตรา 65 สภาวิชาชีพจะออกข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามิได้
มาตรา 66 ในกรณีที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่าสภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 ให้แจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตามนั้น
และมาตรา 48 สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา
แต่ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจของหมอธีจะเป็นการจบปัญหาเก่า เพื่อเริ่มปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกหรือไม่ เพราะระหว่างสภาวิชาชีพและมหาวิทยาลัย เรียกว่า
เป็นไม้เบื่อไม้เมา ที่ตีกันเรื่องนี้มานาน
แบบที่เรียกได้ว่า หันหน้าคุยกันทีไร เป็นอันต้องจบเห่ แบบทางใครทางมันทุกที…
ตั้งวงเถียงกันหลายรอบ งัดข้อกันมาพักใหญ่ เริ่มจากความไม่พอใจของมหาวิทยาลัยในการเข้าไปรับรองหลักสูตรของกลุ่มสภาวิชาชีพ จนถึงขั้นใช้คำว่า ก้าวก่าย การจัดทำหลักสูตร ซึ่งมหาวิทยาลัยรู้สึกว่าสภาวิชาชีพเข้ามาครอบมากเกินไป โดยเฉพาะหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จนทำให้นวัตกรรมใหม่ๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การเรียนการสอนไม่สามารถพัฒนาได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
มหาวิทยาลัยตกเป็นจำเลยสังคมว่าผลิตบัณฑิตไม่มีคุณภาพ จบแล้วตกงาน ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ทั้งที่ผลิตบัณฑิตตามหลักสูตรที่สภาวิชาชีพกำหนดมาโดยตลอด!!
ขณะที่กลุ่มสภาวิชาชีพเห็นแย้งว่า การรับรองหลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งในการรับรองมาตรฐานการเรียนการสอน เพื่อการันตีว่าบัณฑิตที่จบออกมาประกอบวิชาชีพจะมีคุณภาพแน่นอน การไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปรับรองหลักสูตร ส่งผลกระทบอย่างหนักคือทำให้มาตรฐานวิชาชีพจะตกต่ำ
โดยเฉพาะคณะ/สาขาด้านการแพทย์ ทั้งพยาบาล เภสัชกรรม ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด ที่ต้องออกมาทำหน้าที่ดูแลชีวิตและสุขภาพของประชาชน ที่จำเป็นต้องเข้าไปดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
การเข้าไปรับรองหลักสูตร ยังถือเป็นการ คุ้มครองผู้บริโภค ที่มารับการศึกษา โดยเฉพาะขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งที่คำนึงถึงกำไร ขาดทุน เข้ามาร่วมจัดการศึกษาจำนวนมาก
ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา พูดชัดว่า ทั้ง 4 มาตราเป็นประเด็นที่จะสร้างปัญหา ทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ เพราะสภาวิชาชีพทั้ง 11 กลุ่ม มีความเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพ หมายถึงการประกันคุณภาพการศึกษา และการคุ้มครองประชาชน ผลกระทบจากมาตรา 64, 65 และ 66 ที่ไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปรับรองหลักสูตร ส่งผลกระทบอย่างหนักคือ มาตรฐานวิชาชีพจะตกต่ำ เราจำเป็นต้องเข้าไปดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะทางการแพทย์ถ้าดูปลายน้ำอย่างเดียวจะลำบาก เพราะในการเรียนมีรายละเอียดที่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้องเรียนวิชาใด ใช้เครื่องมือใดในการเรียนการสอน รวมถึง กำหนดจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา ซึ่งถ้าไม่ดูตั้งแต่ต้นน้ำแล้วมาจัดสอบทีเดียว จะส่งผลกระทบต่อนักศึกษา และประชาชนผู้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพต่ำลง
การรับรองหลักสูตรเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่มารับการศึกษา โดยเฉพาะขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนต้องคำนึงถึงกำไร ขาดทุน ถ้าเราไม่ดูแลหลักสูตร จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กเรียนจบแล้วจะสามารถสอบใบอนุญาตผ่านได้ ถือเป็นความสูญเสีย โดยการเรียนทันตแพทย์ ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายปีละประมาณ 1 ล้านบาท เรียน 6 ปี เป็นเงิน 6 ล้านบาท อีกประเด็นที่ห่วงคือ อีกหน่อยหมอเถื่อนจะเต็มเมือง อย่างเช่นในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีมาแล้ว เพราะคนที่สอบใบอนุญาตไม่ผ่านจะไม่มีทางยอมตกงาน ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในประเทศไทย
คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากให้อิสระกับมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรได้อย่างเสรี อันตรายจะกระทบกับคุณภาพบัณฑิตหรือไม่ เพราะขนาดเข้าไปควบคุมกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก็ยังมีหลุดเล็ดลอด
สุดท้ายคนที่ตกเป็นเหยื่อไม่พ้นนักศึกษา และผู้ปกครองที่ถูกทิ้ง เรียนจบแล้วแต่ไม่ได้รับใบอนุญาต!!
ยังไม่นับถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เสียหายจากการผลิตคนไม่มีคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงาน แต่ไม่สามารถทำงานได้จริง
ฝันร้ายกว่านั้น ไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตในวิชาชีพของตนเองได้ ตัดสินใจทำงานแบบเถื่อนๆ ไม่ให้อดตาย ท้ายสุดผลกระทบวนเวียน คนรับกรรมหนีไม่พ้นประชาชน
การหันหน้ากลับมาคุยเพื่อหาจุดกึ่งกลางที่ลงตัว จึงดูเหมือนเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะแม้หมอธีจะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาถอนมาตราที่มีปัญหาออกแล้ว แต่อย่าลืมว่ากฎหมายฉบับนี้ยกร่างโดยอธิการบดี ซึ่งก็คือกลุ่มเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แม้สุดท้ายคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตัดมาตราดังกล่าวออกไป แต่เมื่อมาถึง สนช.หากเห็นว่าจำเป็น ก็สามารถพิจารณาใส่กลับเข้าไปได้
เชื่อว่ากลุ่มอธิการบดีที่ผลักดันเรื่องนี้มานานจนถึงขั้นกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แล้ว คงไม่มีทางยอม ถอย ง่ายๆ แน่นอน !!
ต้องจับตาดูว่าเกมนี้จะจบลงอย่างไร แต่สุดท้ายหวังว่า ทุกฝ่ายจะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด คือคุณภาพการศึกษาของประเทศ…

