การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่อง การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันในภาพรวมของประเทศในกลุ่มอาเซียน ปี 2560-2561 พบว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 3 รองจาก สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยอยู่ในลำดับที่ 32 ของโลก
นอกจากนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development หรือ IMD สถาบันจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2561 พบว่า ในภาพรวมจัดอยู่ลำดับที่ 30 จาก 63 ประเทศทั่วโลก ลดลง 3 อันดับจากปี 2560 ขณะที่ World Economic Forum :WEF จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันนานาชาติทุกปีเช่นเดียวกัน ที่เน้นความสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จาก 137 ประเทศที่เข้าร่วม โดยในปี 2560-2561 ผลการจัดอันดับของไทยอยู่ลำดับที่ 32 ดีขึ้น 2 อันดับจากปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากเจาะจงไปที่ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา โดยผลจาก IMD ระบุว่า ความสามารถด้านการแข่งขันด้านการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 56 จาก 54 ลดลง 2 อันดับจากปีที่แล้ว เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับ IMD ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่พึงพอใจต่อการดำเนินงานด้านการศึกษา
สิ่งที่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการตลอดมา คือ การเร่งปฏิรูปการศึกษา ทั้งในด้านประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ให้เท่ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล โดยรัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การศึกษานับเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ สามารถยกระดับการพัฒนาประเทศได้ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา ได้ร่วมมือกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association หรือ TMA) ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายของ IMD จัดประชุมสัมมนา เรื่อง “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” โดยการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ภาคเอกชนเกิดการรับรู้และภาพลักษณ์ด้านการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยปาฐกถาพิเศษจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตอนหนึ่งกล่าวถึงการศึกษาและศักยภาพการแข่งขันของไทยว่า อันดับการแข่งขันทางการศึกษาของไทยค่อนข้างต่ำ สังเกตว่าไม่มีรายชื่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 200 ของโลก แต่ติดอันดับ 1 ใน 300 คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในอันดับ 271 เมื่อเจาะจงมาที่ภูมิภาคเอเชีย มหาวิทยาลัยของไทย ติดอันดับ 200 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย เพียง 4 แห่ง ซึ่งในการจัดอันดับ 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของอาเซียน ในการจัดอันดับ QS World University Ranking 2019 พบว่า มีมหาวิทยาลัยจากสิงคโปร์อยู่อันดับหนึ่งและสอง โดย National University of Singapore เป็นอันดับ 1 และอันดับ 3 – 7 เป็นมหาวิทยาลัยจากมาเลเซีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในลำดับที่ 8 และปิดท้ายด้วยมหาวิทยาลัยจากอินโดนีเซีย 2 แห่ง ตามลำดับ
ข้อสังเกตจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส มองว่าการสร้างโมเดลการศึกษาที่ประสบความสำเร็จของ ไต้หวัน มาเลเซีย หรือแม้แต่ฮ่องกง ที่มีพัฒนาการด้านการศึกษาอย่างรวดเร็วมีหลักใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ การเพิ่มคุณภาพของอุดมศึกษา การเน้นเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการปฏิรูปการศึกษา (Transformative education) โดยสถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวเข้าสู่การเป็นแหล่งสร้างคน ให้เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือ Game Change โดยต้องมองในระยะยาว สถาบันการอุดมศึกษาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเจนเนอเรชั่นใหม่
การปฏิรูปการศึกษาหรือรูปแบบการศึกษาในอนาคตจะต้องเหมาะกับเจเนอเรชั่นใหม่ที่กำลังเติบโต บุคลากรต้องเพิ่มศักยภาพ หรือขีดความสามารถเพื่อรองรับการเพิ่มพูนศักยภาพให้เด็กๆ ตัวผู้บริหารในองค์กรต่าง ๆ ต้องรีเซ็ต ปรับทัศนคติให้โอกาสเด็ก ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความถนัดใหม่ ๆ
โดยภาพรวมของการศึกษาไทยในอนาคต ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา คาดหวังว่าจะเห็นภาพรัฐบาล และเอกชน ปลดล็อคความยุ่งยากบางอย่าง แนะเอกชนสนับสนุนเรื่องเงินทุน เพราะการศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐ แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน เห็นความร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ เช่นเดียวกันกับวงเสวนา เรื่อง “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยสรุปว่า สถาบันการศึกษาจะต้องปรับตัวเองเป็นแหล่งของความรู้ที่สร้างจินตนาการให้คนที่เข้ามาเรียนสามารถสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ ซึ่งคุณค่าที่ดีจะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นการศึกษาทุกระดับจะต้องปรับตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพ

“สิ่งที่เราต้องการ คือ ระบบการศึกษาจะต้องทำให้เด็กรู้ตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนหรือทำอะไร ไม่ใช่ว่าเข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังไม่รู้ว่าถนัดอะไร ประเทศไทยต้องการการดึงศักยภาพเด็กทุกระดับ การศึกษาจะต้องมีคนชี้แนะ โดยเฉพาะครูจะต้องทำหน้าที่ เด็กจะต้องหาศักยภาพตัวเองให้ได้ จากนั้นโรงเรียนก็มีหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของเขา ให้ไปให้ได้สุดอย่างที่เขาต้องการ นั่นคือเป้าหมายสำคัญ การได้พบตัวตนของตัวเองและได้ทำสิ่งที่ชอบและสนใจ จึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ
ประการที่สอง คือ ต้องเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนใหม่ เพราะที่ผ่านมาเน้นการเรียนในห้องเรียน สิ่งสำคัญที่ต้องปลูกฝังเด็กสำหรับวันข้างหน้า คือ ต้องปลูกฝังให้คิด วิเคราะห์ และมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างนวัตกรรมในรูปแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ นำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ รูปแบบการเรียนในห้องจะต้องลดลง การเรียนจะต้องกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ต้องเรียนจากการทำงาน เราจะเน้นการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เราเน้นว่า 50% จะต้องไปเรียนในภาคอุตสาหกรรมกับภาคธุรกิจ เพราะการเรียนในสถานการณ์จริงจะกระตุ้นให้เกิดคำถาม ครูต้องทำหน้าที่ถาม ต้องปรับมายเซ็ตของครู กระตุ้นให้เด็กได้คิด

ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐพึงจัดการศึกษาโดยผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาดูแลและจัดการศึกษา นั่นหมายความว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้เป็นเจ้าของการจัดการศึกษาของทั้งประเทศอีกต่อไป เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครอง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม จะต้องเข้ามาร่วมและช่วยดูแล เพราะฉะนั้น พลังที่เราคิดว่าสำคัญที่สุด คือ พลังจากภาคอุตสาหกรรม ต้องช่วยเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น

ขณะที่ นายธีรนันท์ ครีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะภาคเอกชนว่าที่ผ่านมาภาคเอกชนมีส่วนร่วมกับการศึกษาไทยน้อยเกินไป และมองว่าสิ่งที่การศึกษาไทยต้องการ คือ 1. การพัฒนาความรู้ทักษะ ทั้งในด้านภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์อย่างศิลปวัฒนธรรม 2. สำหรับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะต้องมีแนวทางในการใช้ เช่น เพื่อการศึกษา และกระจายเทคโนโลยีเพื่อให้เด็ก ๆ ทั่วประเทศเข้าถึงได้ รวมทั้งเทรนนิ่งครูให้ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ได้อย่างคล่องตัว และ 3. การแก้วิฤติศรัทธาด้านการศึกษา ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ด้าน ดร.ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ประธานบริษัทบอยเดน แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องทำตัวเองให้เป็นเสือ ที่พร้อมจะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ นอกจากศักยภาพด้านการแข่งขันในด้านอื่นๆ แล้ว สิ่งที่ต้องพัฒนาร่วมกันก็ คือ การปรับค่าเฉลี่ยของรายได้ของประชากรให้สูงขึ้น พร้อมกับพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรที่จะตอบสนองความต้องการของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งนโยบายจากรัฐบาลในด้านการศึกษากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เน้นการเพิ่มปริมาณของสถานศึกษาทุกระดับ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือจำนวนสถานศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร โดยสะท้อนผ่านบุคลากรที่ด้อยคุณภาพในสถานประกอบการต่าง ๆ ข้อเสนอ คือ ต่อไปนี้จะต้องเลิกผลิตคนที่ไม่มีคุณภาพ ใส่ใจการผลิตบุคลากรอย่างมีคุณภาพให้มากกว่านี้ ต้องจัดการศึกษาที่กลมกลืน รับความหลากหลายของนักเรียนได้ และทำให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการการศึกษาได้

สอดคล้องกับ ดร.ปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดมศึกษา ที่กล่าวว่า ทุกโรงเรียนได้รับการปลูกฝังให้พัฒนาเด็กเฉพาะบุคคลอยู่แล้ว โดยมีครูประจำชั้นซึ่งรู้จักเด็กเป็นอย่างดีทำหน้าที่เป็นครูแนะแนวด้วย หากแต่นโยบายบางอย่างออกแบบให้เด็กเติบโตไปในแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการ ไม่ใช่แบบที่เด็กอยากจะเป็น จากประสบการณ์ตลอด 20 ปีของการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา เชื่อว่าหากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่ออำนวยความสะดวกให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการได้ คุณครูก็พร้อมที่จะพัฒนาและส่งเสริมเด็กนักเรียนให้โดดเด่นในศักยภาพที่แต่ละคนมีอย่างแน่นอน
ผลการจัดลำดับของอาเซียนหรือของโลก อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญทั้งหมดของการศึกษาไทย แต่ในเมื่อเราอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันก็ต้องมีการจัดลำดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแข่งขันเป็นตัวประกอบการชี้วัดอย่างหนึ่งและกระตุ้นให้ไทยพัฒนามากขึ้น

