‘ชลำ อรรถธรรม’ กับ “ภารกิจ” สุดท้าทาย ฉุด ร.ร.เอกชน..พ้นวิกฤต!! (คลิป)

7.09.18 | 13:40 น.

ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวที่เป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการศึกษาเอกชนไทย ทั้ง “วิกฤต” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชน ทำให้ตัวแทนโรงเรียนเอกชนต้องออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งเรื่องจำนวนนักเรียนที่ลดลง นักเรียนลาออกหลังเปิดภาคเรียนใหม่ เพราะโรงเรียนรัฐเปิดรับเพิ่ม ไม่มีเงินจ้างครูเพราะนักเรียนน้อยจนต้องลดจำนวนครู รวมถึง ปัญหาอื่นๆ ที่รุมเร้ามากมาย จนบางแห่งถึงขั้นส่อเลิก หรือยุบกิจการ และมีไม่น้อยที่ปิดกิจการไปแล้ว

โรงเรียนเอกชนเหล่านี้ จะฝ่าฟันวิกฤตปัญหาไปได้อย่างไร?

“มติชน” เลยถือโอกาสนี้มาทำความรู้จักกับ นายชลำ อรรถธรรม รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ผู้กุมบังเหียนโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ มาพูดคุยถึงสารพัดปัญหาของโรงเรียนเอกชน ว่าสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะช่วยเหลือให้โรงเรียนเอกชนก้าวพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ นายชลำยังเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น “โฆษก ศธ.” อีกตำแหน่งด้วย

๐ปัญหาของโรงเรียนเอกชนในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
“โรงเรียนเอกชนมีหลายประเภท แบ่งได้กลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ 1.โรงเรียนเอกชนในระบบ คือโรงเรียนที่สอนขั้นพื้นฐาน และ 2.โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเรียนเอกชน 2 ประเภทนี้ มี 4,069 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีโรงเรียนเอกชนนอกระบบ คือโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล เช่น โรงเรียนสอนอาชีพ โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนศาสนา เป็นต้น มี 8,572 แห่ง รวมโรงเรียนเอกชนทั้งหมด 12,641 โรง

Advertisement

สภาพปัญหาปัจจุบันที่โรงเรียนเอกชนพบ คือ การบริการจัดการ การส่งเสริมด้านการศึกษา เป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจาก ศธ.อย่างเต็มที่ รวมทั้ง กระบวนการในการบริหารจัดการที่มีปัญหาอยู่ เนื่องจากโรงเรียนมีหลายประเภท และกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัด ทำให้การบริหารจัดการดำเนินการได้ยาก ตามระเบียบที่ออกใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดให้ กช.มีหน้าที่เสนอนโยบายที่เกี่ยวกับการศึกษาเอกชน การพัฒนา และสนับสนุนโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดมาตรฐาน และแผนพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเอกชน เป็นต้น

ในส่วนภูมิภาค กำหนดให้มีกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน ประจำทุกศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อดูแลการศึกษาเอกชนโดยเฉพาะ และมีกลุ่มศึกษานิเทศน์ ที่คอยนิเทศน์ ติดตาม และประเมินผลโรงเรียนเอกชน รวมทั้ง ช่วยเหลือด้านวิชาการให้กับโรงเรียน ฉะนั้น แต่ละจังหวัดจะมีหน่วยงานที่ดูแลโรงเรียนเอกชนโดยเฉพาะ”

๐ความหลากหลายของโรงเรียนเอกชนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ?
“อย่างที่ทราบ โรงเรียนเอกชนมีหลายประเภท และหลากหลาย การทำงานจะยุ่งยากไปบ้าง แต่โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ผู้ก่อตั้ง หรือผู้รับใบอนุญาตเปิดโรงเรียนเอกชน เป็นคนที่ตั้งใจ และมีความพร้อมที่จะให้บริการการศึกษา และผู้บริหารโรงเรียนทุกคนทราบอยู่ตลอด ว่าเป้าหมายการตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระภาครัฐ มีเจตนาที่จะช่วยเหลือภาครัฐในการจัดการศึกษา

ด้วยความหลากหลายของโรงเรียนเอกชน พบปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างกันพอสมควร คือมีโรงเรียนศักยภาพสูงมาก หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ผู้ปกครองมีความพร้อมจ่ายเงิน ส่งบุตรหลานเข้าเรียน และโรงเรียนเอกชนอีกระดับ ที่เป็นโรงเรียนด้อยโอกาส โรงเรียนทุพลภาพ โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนการกุศล โรงเรียนเหล่านี้เปิดขึ้นมาเพื่อแบ่งเบาภาระภาครัฐที่ไม่สามารถตั้งโรงเรียนได้ในบางพื้นที่ได้ หรือมีสถานศึกษาไม่เพียงพอ ฉะนั้น การสนับสนุนส่งเสริมจึงแตกต่างกัน

โรงเรียนที่มีความพร้อมสูงส่วนใหญ่ ไม่ขอรับเงินสนับสนุนเงินอุดหนุนจากรัฐ โรงเรียนเหล่านี้จะบริหารจัดการโดยอาศัยการช่วยเหลือของผู้ปกครองเป็นหลัก แต่สำหรับกลุ่มโรงเรียนด้อยโอกาสทั้งหมด รัฐจะดูแล และสนับสนุนเงินอุดหนุนทั้งหมด แต่เนื่องด้วยภาระงบประมาณที่มีจำนวนมาก อาจทำให้โรงเรียนไม่ได้รับงบตามความต้องการของโรงเรียน เช่น ระดับประถมศึกษา ตามมาตรฐานแล้วรัฐควรจะจัดสรรเงินอุดหนุน 15,000 บาทต่อปีต่อคน แต่รัฐอุดหนุนได้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น เหลือส่วนต่างอีก 5,000 บาท

ปัญหาเงินอุดหนุนไม่เพียงพอนี้ ทำให้โรงเรียนจำต้องขอรับการสนับสนุนในรูปแบบค่าธรรมเนียมการเรียนจากผู้ปกครอง ในบางพื้นที่ผู้ปกครองมีความพร้อม โรงเรียนสามารถเรียกเก็บจากผู้ปกครองได้ แต่บางพื้นที่โรงเรียนไม่สามารถเรียกเก็บจากผู้ปกครองได้เนื่องจากเป็นเด็กด้อยโอกาส ไม่มีเงินมากพอ คือความแตกต่างของโรงเรียนเอกชน”

๐ศธ.และ สช.จะช่วยเหลืออย่างไร?
“ศธ.และ สช.พยายามสนับสนุนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มีปัญหาบางส่วนที่โรงเรียนขอความเห็นใจ อยากให้ช่วยเหลือใน 2 ประเด็น คือ 1.เงินอุดหนุนอาหารกลางวัน ขณะนี้โรงเรียนในสังกัด สช.ได้ไม่ครบทุกคน ได้เฉพาะบางส่วนเท่านั้น เพราะข้อจำกัดของงบรัฐสนับสนุนเพียง 28% จาก 100% โรงเรียนเหล่านี้ เรียกร้องให้รัฐช่วยสนับสนุนเงินอุดหนุนอาหารกลางวันให้ครบ 100% ซึ่ง สช.ไม่นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีหาช่วย และหาเหตุผลเพื่อขอความอนุเคราะห์จาก ศธ.เพื่อจะเสนอรัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุนอาหารกลางวันเต็มจำนวน ขณะนี้อยู่ระหว่างการช่วยเหลือ

และ 2.เรื่องบุคลากร ปัญหาความแตกต่างระหว่างครูรัฐกับครูเอกชน ครูรัฐจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าครูเอกชน ครูรัฐมีวิทยฐานะที่จะทำให้ได้รับค่าตอบเเทนที่สูงขึ้น แต่ครูเอกชนไม่มี มีเพียงการจ้างงานตามสัญญา หรือตามวุฒิการศึกษาเท่านั้น บางโรงเรียนที่มีความพร้อม อาจขึ้นเงินเดือนให้กับครูบ้าง ตรงนี้เป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐ และเอกชน

หรือสวัสดิการ ครูรัฐสามารถใช้สวัสดิการของข้าราชการได้ครอบคลุมทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะคู่สมรส พ่อแม่ ลูกของตน ส่วนครูเอกชน ถึงแม้จะมีกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน แต่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้สวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้คนละ 100,000 บาทต่อคนต่อปี ถ้าหากครูมีโรคร้ายแรงเบิกเพิ่มได้อีก 20,000 บาท สรุปไม่เกินคนละ 120,000 บาทต่อปี และเบิกได้แค่ครูเท่านั้น คู่สมรส พ่อแม่ไม่สามารถเบิกได้เหมือนราชการ ทำให้ครูโรงเรียนเอกชนเลื่อนไหลไปสอบเป็นข้าราชการครูในแต่ละปีมากขึ้น เกิดผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนพอสมควร

อย่างไรก็ตาม สช.พยายามสร้างความเข้าใจ และประสานการมีส่วนรวมของทุกภาคส่วนให้เข้ามาช่วยเหลือ เหมือนกับประชารัฐ อีกทั้ง สช.พยายามยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน ให้เป็นทางเลือกคุณภาพของประชาชน เมื่อประชาชนศรัทธาแล้ว ผมคิดว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือสนับสนุนส่วนที่เป็นค่าธรรมเนียมของโรงเรียนมากขึ้น”

๐โรงเรียนเอกชนควรพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อให้อยู่รอด?
“โรงเรียนเอกชนทุกโรง สช.จะส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้พัฒนาคุณภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ เมื่อโรงเรียนมีคุณภาพแล้ว ผู้ปกครองจะมองเห็น เชื่อในโรงเรียน พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมที่จะส่งบุตรหลานมาเรียน แต่ในกลุ่มโรงเรียนด้อยโอกาส ต้องสร้างเงื่อนไขการสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้อยู่รอดให้ได้ เพราะโรงเรียนไม่สามารถที่จะขอรับเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองได้”

๐การแก้ไขปัญหาโรงเรียนเอกชนถือเป็นงานท้าทาย?
“ท้าทายมาก เป็นความท้าทายในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนเอกชน ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ทุกโรงเรียนพึงพอใจกับการส่งเสริมสนับสนุนของ ศธ.แต่เนื่องจากระบบราชการมีระเบียบค่อนข้างมาก และหลายคนเกิดข้อสงสัย ไม่เข้าใจว่าจะนำงบแผ่นดินไปสนับสนุนโรงเรียนเอกชนทำไม แต่ความจริงแล้ว เป็นการสนับสนุนเงินอุดหนุนรายบุคคลให้กับนักเรียน นักเรียนเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่โรงเรียน

อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนต้องการเงิน หรือความช่วยเหลือ สช.มีเงินสนับสนุนโรงเรียนในลักษณะของกองทุน แต่เป็นกองทุนเงินกู้ ทางโรงเรียนจะกู้เงินไปเพื่อไปพัฒนาครู หรือสร้างอาคาร ทำกิจกรรมที่โรงเรียนไม่มีวงเงินเพียงพอ สามารถที่จะมากู้เงินกองทุนได้ โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 4”

๐อีก 5-10 ปีข้างหน้า โรงเรียนเอกชนจะเป็นอย่างไร?
“ผมมองว่าโรงเรียนเอกชนจะอยู่รอดได้ด้วยคุณภาพ ผมพยายามคุยกับผู้บริหาร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนทุกโรงเรียน ว่าต้องมองวิสัยทัศน์ของโรงเรียนตนเองใน 5-10 ปีข้างหน้า ว่าจะมีมาตรฐานที่สูงกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อผู้ปกครองศรัทธา และเห็นคุณภาพของโรงเรียน สร้างคุณภาพทางการศึกษา จนอยากจะให้ลูกหลานเข้าเรียน ผู้ปกครองพร้อมยอมเสียค่าธรรมเนียมการศึกษา ส่วนรัฐจะดูแลค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้กับเด็ก เป็นหนทางที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียน”

๐เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษก ศธ.หนักใจหรือไม่?
“ส่วนตัวผมไม่หนักใจอะไร มองว่า ศธ.เป็นกระทรวงหนึ่งที่มีภาระงานในการบริการประชาชนในวงกว้าง และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความเข้าใจ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบให้มากขึ้น เช่น ด้านการบริหารงาน นโยบายการศึกษา จึงมอบนโยบาย และแต่งตั้งให้ผมเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้

โฆษก ศธ.มีหน้าที่ช่วยในการขับเคลื่อน ในการสร้างความรับรู้ และความเข้าใจ กับประชาชน และสังคม ในการดำเนินงานของ ศธ.มีอะไรดีๆ มากมายที่ ศธ.ปรับปรุง และช่วยเหลือในด้านการศึกษา แต่บางครั้งข้อมูลข่าวสารส่งไม่ถึงประชนชน จำเป็นต้องมีระบบในการสร้างการรับรู้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้ 5 แท่งใน ศธ.แต่ละแท่งต่างมีผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ ต่อไปนี้ทุกฝ่ายต้องรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของตน และประชาสัมพันธ์ในวงกว้างทุกช่องทาง เพื่อให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป”

๐วางแผนประชาสัมพันธ์งาน ศธ.อย่างไร?
“ผมวางแผนประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ และทุกช่องทาง ปัจจุบันนี้เป็นโลกของโซเชียลมีเดีย ทุกข่าวสารจะมาจากในอินเตอร์เน็ต นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพียงแต่ว่าจะประชาสัมพันธ์อย่างไรให้ครอบคลุม หลากหลาย และทันสมัย ดังนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.ต้องเข้ามาบูรณาการร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน และรวบรวมข้อมูล เพื่อประชาสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน ถูกต้อง”

๐หนักใจเรื่องใดมากที่สุด?
“การทำความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ผมมีความหนักใจอยู่บ้าง ที่จะต้องสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งให้กับคนที่ยังไม่เข้าใจ หรือแปลเจตนาการดำเนินงานของ ศธ.ไปไม่ถูกต้อง เช่น กรณีร่างกฎกระทรวงกำหนดพฤติกรรมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา คนบางกลุ่มไม่พอใจ และออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงกฎกระทรวงฉบับนี้ แต่อยากให้ทำความเข้าใจใหม่ว่า กฎกระทรวงฉบับนี้เป็นกฎที่ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่กำหนดไว้ว่า ศธ.ต้องออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดพฤติกรรมที่เหมาะสมของนักเรียน ซึ่ง ศธ.ออกกฎครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 และบังคับใช้ถึงปัจจุบัน อีกทั้ง ศธ.มีคณะกรรมการตรวจสอบกฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่ล้าสมัย ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้เสนอให้ปรับกฎกระทรวงฉบับนี้

ผมคิดว่ากฎกระทรวงฉบับนี้ค่อนข้างรัดกุมพอสมควร และมีเจตนาต้องการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งคำว่านักศึกษาในกฎกระทรวงฉบับนี้ เมื่อยึดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ในคำนิยามของเด็กไว้ว่าคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ฉะนั้น จำเป็นที่ต้องมีการดูแลให้นักเรียนมีความประพฤติที่เหมาะสม หลายท่านอาจเข้าใจว่านี่คือการลิดรอนสิทธิเด็ก แต่ที่จริงแล้วเป็นการส่งเสริมความประพฤติและควบคุมไม่ให้เด็กมีความประพฤติไม่เหมาะสมเท่านั้น และกระบวนการไม่ได้รุนแรง ศธ.มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) หรือเดิมเรียกว่าสารวัตรนักเรียน และศูนย์เสมารักษ์ ของ ศธจ.ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ทั่วประเทศ”

๐เครียดกับหน้าที่รับผิดชอบหรือไม่?
“ผมเป็นคนไม่เครียดอยู่แล้ว ผมมีทีมงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทีมงานในสังกัด สช.และทีมงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทำให้ผมสามารถรับมือ บริหารจัดการปัญหาที่เข้ามาได้”