เป็นประเด็นร้อนในแวดวงอุดมศึกษา กรณีความขัดแย้งระหว่างมหาวิทยาลัยกับกลุ่ม 11 สภาวิชาชีพ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. ซึ่งกำหนดไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปรับรองหลักสูตร แต่ให้ทำหน้าที่ในการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น ทำให้กลุ่มสภาวิชาชีพออกมาคัดค้านเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ตัดมาตรา 64, 65 และ 66 ออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และแก้ไขมาตรา 48 ซึ่งกำหนดว่า สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา โดยให้ตัดคำว่า วิชาชีพ ที่ระบุไว้ในมาตรา 48 ออกทั้งหมด เพราะการให้บริการทางวิชาชีพและให้คำปรึกษาทางวิชาชีพไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา
เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร ในที่สุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจแก้ปัญหา โดยยอมประสานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอตัดมาตราเจ้าปัญหาออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถเดินหน้ากฎหมายฉบับดังกล่าวได้ และไม่กระทบต่อการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม
แม้ หมอธี จะยอมถอย แต่กลุ่มอธิการบดี ซึ่งยกร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมชักธงรบ ประกาศกร้าวออกมาแล้วว่า ถึงตัดออกในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ถ้า สนช.พิจารณาแล้วว่า จำเป็น ก็สามารถใส่กลับเข้ามาใหม่ได้
เล่นกันแบบทีใครทีมัน เลยดูว่าปัญหานี้จะไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน
ขณะที่ นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอทางแก้ปัญหานี้ว่า มหาวิทยาลัยและสภาวิชาชีพควรถอยคนละก้าว และมองจุดที่ควรจะทำร่วมกัน แต่ภาพที่เห็นตอนนี้คือ ไม่มีใครถอย กลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่มองประโยชน์ของนักศึกษาและคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ ต่างดึงดันไม่มีใครยอมใคร ทั้งนี้คำว่าถอยคนละก้าว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วมที่เหมาะสม โดยในส่วนของสภาวิชาชีพ ต้องปรับมุมมอง เข้าใจมหาวิทยาลัยมากขึ้น เข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำ ไม่ใช่ทำเหมือนมหาวิทยาลัยเป็นเด็กประถม ที่ต้องเข้าไปกำกับดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งรายละเอียดหลักสูตร การเรียนการสอน จนถึงจำนวนอาจารย์ ดูเหมือนเป็นการก้าวก่ายมหาวิทยาลัยเกินไป ทำให้อึดอัด ขาดอิสระ
ขณะที่มหาวิทยาลัยเอง ก็ต้องกลับมาดูตัวเองว่าถ้าไม่มีหน่วยงานที่มากำกับติดตามแล้ว จะมีมาตรการในการกำกับดูแลคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างไร ไม่ใช่พูดเรื่องความอิสระอย่างเดียว การเขียนกฎหมาย ควรให้ครอบคลุมถึงเรื่องความรับผิดชอบ และความโปร่งใสในทางปฏิบัติด้วย ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันหน้ากลับมาคุยกัน โดยมองที่ประโยชน์ของนักศึกษาและอุดมศึกษาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่คิดเพียงแค่จะเอาชนะกันเท่านั้น
ขณะที่บัณฑิตใหม่อย่าง จรรย์อมล กลิ่นดี หรือน้องแนน บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 คณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาบัญชีบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้สภาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนด้วย เพราะสภาวิชาชีพเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในการประกอบอาชีพ หากให้มามีส่วนในการเรียนการสอน และหลักสูตร นักศึกษาก็จะมีความเข้าใจการเรียนที่เชื่อมโยงถึงวิชาชีพในอนาคตอย่างแท้จริง ทั้งนี้หากให้สภาวิชาชีพทำหน้าที่สอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะไม่ค่อยดีนัก เพราะการเรียนการสอนอาจไม่สอดคล้องกัน กลายเป็นว่าเรียนอย่างหนึ่ง แต่พอจบแล้วสอบอีกอย่างหนึ่ง สุดท้ายสอบไม่ผ่าน ก็ไม่ได้รับใบอนุญาต แต่หากให้สภาวิชาชีพเข้ามามีส่วนในการเรียนการสอนหรือหลักสูตร นักศึกษาเองก็จะได้ทราบแนวทางการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตด้วย
“เรื่องนี้ดิฉันถือว่าทั้งมหาวิทยาลัยและสภาวิชาชีพควรหันหน้ามาพูดคุย พบกันคนละครึ่งทาง ในส่วนของมหาวิทยาลัย ควรเปิดโอกาสให้สภาวิชาชีพเข้ามาดูแลหลักสูตรด้วย ขณะที่ทางสภาวิชาชีพเองก็ควรมีความยืดหยุ่นให้มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาหลักสูตรได้ ไม่ใช่เข้มงวดเกินไปจนมหาวิทยาลัยอึดอัด ไม่สามารถทำอะไรได้ เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง” จรรย์อมลกล่าว
ต้องจับตาดูว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายคิดถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก จะมีทางออกที่ลงตัวอย่างแน่นอน

