นายเรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) อุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เสนอให้รัฐบาล และ ศธ.ออกหนังสือเวียน และประกาศกลางถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ ขอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เรื่องการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการเป็นอธิการบดีไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ในวาระแต่งตั้งนายปัญญา การพานิช ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี เนื่องจากนายปัญญาเกษียณฯ แล้ว และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) หารือเรื่องดังกล่าวกับสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 15 กันยายน นั้น ในการประชุม ทปอ.มรภ.วันที่ 29 กันยายนนี้ จะหารือเรื่องดังกล่าวเช่นกัน
นายเรืองเดชกล่าวอีกว่า เชื่อว่าประเด็นนี้น่าจะเป็นปัญหาในระยะยาว โดยอธิการบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ และมีอายุ 60 ปีแล้ว คงไม่มีปัญหา แต่ที่จะมีปัญหาคือกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอทูลเกล้าฯ รายชื่อเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ที่ต้องเร่งหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้ ศธ.ออกประกาศ หรือเกณฑ์กลางกำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
“ตอนนี้กลุ่มของ มรภ.ยังไม่ได้หารือเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ เข้าใจว่าทุกฝ่ายรอให้ สกอ.หาแนวทางแก้ไข เพราะแม้ว่า ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาดังกล่าวออกมา แต่กฎหมายสามารถตีความได้หลายอย่าง และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ทำให้เกิดปัญหาเช่นปัจจุบัน ดังนั้น การประกาศเกณฑ์กลางให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในอนาคต ไม่เช่นนั้นจะเกิดการฟ้องร้องขึ้นอีก ทั้งนี้ หาก สกอ.ออกประกาศที่ชัดเจน แม้จะมีผลกระทบกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีปัจจุบัน ผมเองก็พร้อมที่จะดำเนินการตาม” นายเรืองเดช กล่าว
นายเรืองเดชกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ ทปสท.ระบุว่ามีผู้เสียประโยชน์จากคำตัดสินดังกล่าว วิ่งเต้นให้นายกรัฐมนตรีใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาล้างคำสั่งศาลนั้น ไม่ทราบ แต่ไม่ใช่ตนแน่นอน และการขอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา ก็ไม่ใช่ทางออก ทางออกคือต้องมีแนวปฏิบัติ หรือเกณฑ์กลางที่ชัดเจน

