“รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ และตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย”
จากบทบัญญัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แผนการศึกษาแห่งชาติเป็นแผนแม่บทในการจัดการศึกษาของประเทศที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการศึกษาและมีการตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีภารกิจในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579” ได้กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในการดำเนินการให้เป็นไปตามทิศทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยในการดำเนินงานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการประเมินผลการศึกษา ให้มีอำนาจในการประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ
ล่าสุด “สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา” ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการประเมินผลการศึกษา ได้เดินหน้าจัดทำโครงการ “ประชุมระดมความคิดเห็น เรื่อง ระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579” เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกด้านการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ใน 5 ประเด็นเร่งด่วน ประกอบด้วย 1) การจัดทำฐานข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลที่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูล รวมทั้งใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานอื่น 2) การขยายการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการใช้ประโยชน์จาก DLIT DLTV ในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนทั่วไป 3) การจัดอัตรากำลังครูให้ครบตามเกณฑ์ และสัดส่วนจำนวนครูต่อห้องเรียนที่เหมาะสม และมีครูประจำชั้นครบทุกห้อง 4) การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และ 5) การปรับระบบการสอบ O-NET ให้เป็นที่ยอมรับและสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาต่อไป

ภายใต้โครงการดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้เร่งติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติ อย่างเข้มงวด และต่อเนื่อง โดย 6-8 กันยายน ที่ผ่านมา นำโดย “ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์” ประธานอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านการประเมินผลการศึกษา และ “ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ร่วมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก และประชุมเสวนา ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต โรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ จ.ภูเก็ต โรงเรียนพระราชทานบ้านเกาะพีพี และ กศน. เกาะพีพี จ.กระบี่
ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ เปิดเผยภายหลังจากคณะทำงานได้ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 พบว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ยังขาดอัตรากำลังครูให้ครบตามเกณฑ์ 97 อัตรา ซึ่งทางวิทยาลัยแก้ปัญหาโดยจัดการสอน 2 รอบ คือ เช้าและบ่าย และจ้างครูเพิ่มตามความจำเป็น โดยใช้งบประมาณเพื่อจ้างสอนในอัตราที่ขาดแคลน ปีละ 6.8 ล้านบาท หรือให้ครูสอนเพิ่มขึ้นคนละ 2-4 คาบเรียนตามความจำเป็น เพื่อให้วิทยาลัยจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันประธานสภาการศึกษาภูเก็ต เสนอต่อที่ประชุมว่า ควรจะมีการจัดตั้งกองทุนในการเก็บดอกผลจากผู้ประกอบการสำหรับไว้จ้างครู หรือให้ภาคเอกชนช่วยสนับสนุนระบบการศึกษาของ จ.ภูเก็ต เป็นต้น
ขณะที่เรื่องระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พบว่า ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในส่วนของโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาหรือยูนิเน็ตของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่มีความเร็วไม่สูงซึ่งเกิดจากปัญหาคอขวดที่อุปกรณ์ ทำให้ใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้ไม่เต็มที่ ซึ่งทางวิทยาลัยได้แก้ปัญหาด้วยการใช้เงินรายได้ไปเช่าบริการเครือข่ายของภาคเอกชน ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้เตรียมวางแผนให้ผู้เชี่ยวชาญลงมาดูระบบโดยตรงแล้ว
นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยยังเห็นว่าการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษาหรือวีเน็ตนั้น เป็นการประเมินที่ไม่ตรงกับการจัดอาชีวศึกษาและความต้องการของพื้นที่ ซึ่งในที่ประชุมได้เสนอให้ควรปรับจากการสอบวัดความรู้ เป็นการวัดสมรรถนะทักษะความสามารถ รวมไปถึงให้มีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลผู้เรียนเข้ากับฐานข้อมูลของกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งข้อเสนอนี้อาจนำไปสู่การเสนอให้มีศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ ที่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผู้เรียน การเรียนการสอน ครู ซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการและกำหนดนโยบายจากสภาพความเป็นจริงได้ในอนาคต

ส่วนด้าน โรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ จ.ภูเก็ต สถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ต พบว่า ได้ดำเนินการจัดระบบประกันคุณภาพที่อ้างอิงกับมาตรฐานองค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพและยกระดับการศึกษา เตรียมการและประเมินโดยหน่วยงานต้นสังกัด พร้อมที่จะรองรับการประเมินภายนอก ตลอดจนใช้ระบบสารสนเทศที่เรียกว่า “ภูเขียวทางการศึกษา” จัดกิจกรรมพัฒนาการศึกษา เสริมทักษะเรื่อง IT และภาษา ซึ่งเห็นชัดว่าเด็กสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้ นอกจากนี้ “ภูเขียวทางการศึกษา” ยังรวมไปถึงการประกันโอกาสทางการศึกษา การระดมสมองภาคเครือข่าย เพื่อให้เด็กภูเก็ตเป็นคนดีและมีงานทำ และเตรียมพร้อมสู่ความเป็นสากล ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของ “สมใจ สุวรรณศุภพนา” นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ที่ต้องการให้เด็กภูเก็ตมีงานทำและทำงานในพื้นที่ สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่ด้อยโอกาส ที่สำคัญการสร้างหลักสูตรของที่นี่ 30% นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาช่วย ซึ่งจะช่วยชูโรงให้คนรู้จักนครภูเก็ตได้มากขึ้น รวมไปถึงการมีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโดยใช้ฐานข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล และจัดให้เป็นการประกันคุณภาพในตัว ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการผู้ประกอบการในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ด้าน ดร.ประสงค์ สุทรางกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการสภาการศึกษาจังหวัดภูเก็ต ได้ชี้ให้เห็นว่า สภาพปัญหาในปัจจุบัน คือ เด็กเรียนไร้ทิศทาง และสาขาอาชีพขาดแคลนกำลังคน ซึ่งจุดเน้นของสภาการศึกษาจังหวัดภูเก็ต ยังคงให้ความสำคัญและดำเนินการในเรื่องการเปิดโลกสัมมาชีพที่มุ่งให้นักเรียนได้ศึกษาต่อตามความสนใจและความถนัด การใช้ Mindfulness (ปลูกจิตสำนึกคนต่งห่อ) เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณธรรม การเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งหลักสูตรท้องถิ่นและการสนับสนุนการจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ของชุมชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสิ่งที่เห็นประจักษ์ในขณะนี้ คือ ภาคเครือข่ายมีความเหนียวแน่น และสามารถที่จะสร้างทางเดินได้ตามหน้าที่ทันที แต่ขณะเดียวกัน สภาการศึกษาก็ต้องเข้าช่วยบูรณาการเชิงความคิด สนับสนุนในทางกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนแผนแม่บทฉบับปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ด้านการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก ณ โรงเรียนพระราชทานบ้านเกาะพีพี และ กศน. เกาะพีพี ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ กล่าวว่า พื้นที่พิเศษ พื้นที่ชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยว เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ ศธ. จะต้องดูแลเป็นพิเศษ อย่างเกาะพีพี เป็นพื้นที่พิเศษที่แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละหลายล้านคน ดังนั้น จะต้องสร้างให้คนในพื้นที่มีความพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งการที่คนในพื้นที่มีความพร้อม จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเป้าหมายของโรงเรียนที่เกาะพีพีที่ ศธ. ดำเนินการ ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ คือ การที่จะต้องทำให้เด็กมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา สามารถทำงานกับคนที่ต่างวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีพื้นฐานทางภาษา และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว
![]() |
![]() |
โดยจากการลงพื้นที่เข้าพบกับคณะครู ผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนพระราชทานบ้านเกาะพีพี และ กศน.เกาะพีพี ได้พบประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นแรก ตามรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพไม่น้อยกว่า 12 ปี ซึ่งรวมถึงเด็กที่มีอายุ 3 ขวบ พบว่า ที่เกาะพีพีไม่มีโรงเรียนใดของ สพฐ. หรือ กศน. หรือแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการศึกษาระดับ 3 ขวบ ซึ่งในเรื่องนี้ทางโรงเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต.อ่าวนาง กำลังช่วยคิดหาแนวทางแก้ปัญหา
![]() |
![]() |
อีกประเด็น คือ เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนบนเกาะพีพี พบว่า ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการดำเนินการสูงกว่าพื้นที่ปกติประมาน 1 เท่าเป็นอย่างน้อย เช่นเรื่องอาหารที่จะเลี้ยงนักเรียน สิ่งก่อสร้าง ทั้งนี้ ได้นำไปสู่ประเด็นที่จะจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนในพื้นที่พิเศษให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเกาะพีพี บนเขา หรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งคงต้องมีการเพิ่มเติมงบประมาณบางส่วนเพื่อที่จะให้เด็กทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
![]() |
![]() |
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดจากการลงพื้นที่ของสภาการศึกษา ใน จ.ภูเก็ต และกระบี่ นับเป็นข้อมูลสำคัญที่ ศธ. จะนำเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้กำหนดทิศทางในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา หรือปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ นำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะมีการหารือกันทั้งในระดับหลักการ นโยบาย ตลอดจนคำนึงถึงการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในทุกมิติต่อไป ซึ่งยังคงสามารถติดตามความเคลื่อนไหวด้านการเก็บข้อมูลเชิงลึกการจัดการศึกษาตามแผนชาติ ได้อย่างต่อเนื่องที่ http://www.onec.go.th/ หรือติดตามความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาได้ที่ เฟซบุ๊ก “เด็กไทยในฝัน โดยสภาการศึกษา” เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้








