เรื้อรังมานาน กับปัญหาตั้ง “ผู้เกษียณอายุราชการ”
เป็น “อธิการบดี” โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ซึ่งกว่าครึ่งมีอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี และเป็นมาแล้วหลายสมัย มีการหยิบยกกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องมาตีความ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป…
ต่างฝ่ายให้เหตุผลในมุมของตนเอง โดย “กลุ่มคัดค้าน” ให้เหตุผลว่า ผู้ที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐควรมีสถานะเป็นข้าราชการ ขณะเดียวกันยังเป็นการให้โอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงาน และแก้ปัญหาการสืบทอดอำนาจของอธิการบดีกลุ่มเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้มานาน
ขณะที่ “กลุ่มสนับสนุน” เห็นแย้ง เพราะแม้ว่าจะมีอายุ 60 ปี และพ้นสถานะจากการเป็นข้าราชการ แต่ความรู้ความสามารถเชิงบริหารก็ยังมีประโยชน์ ช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยได้
เป็นมุมมองความเห็นที่น่าสนใจทั้ง 2 ฝ่าย แต่เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ สุดท้ายจบที่ศาล!!
ถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ออกคำสั่ง ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา มาหย่าศึกไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่จบ เพราะคำสั่งยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะประเด็นอายุของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งยังเป็นปัญหา…
ทำให้เข้าใจได้ว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้คนอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้
ล่าสุด คดีพลิกอีกรอบหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้เพิกถอนมติสภา มรภ.กาญจนบุรี ที่แต่งตั้ง นายปัญญา การพานิช เป็นรักษาราชการแทนอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี เพราะเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากตำแหน่งอธิการบดีเป็นตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ตามมาตรา 18 (ข) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และมาตรา 55 (2) ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ระบุข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยที่ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องอายุว่าข้าราชการซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว เป็นอันพ้นจากราชการ ดังนั้น แม้มาตรา 29 พ.ร.บ.มรภ.พ.ศ.2547 จะไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการอธิการบดี หรือดำรงตำแหน่งอธิการบดีในเรื่องอายุไว้ แต่ถือว่าคุณสมบัติในเรื่องอายุเป็นคุณสมบัติที่ต้องนำมาปรับใช้กับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ทั้งที่มาจากผู้ที่เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วด้วยเช่นกัน
ขณะที่นายปัญญาเกษียณอายุไปตั้งแต่ปี 2550 จึงขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี
คำสั่งทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ มรภ.กาญจนบุรีเป็นที่แรก แต่เคยมีคำตัดสินในลักษณะเดียวกันมาแล้วกับ มทร.อีสาน และ มทร.ศรีวิชัย ทำให้กลุ่ม ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม มรภ. และ มทร.ออกมาตีปี๊บเรื่องนี้อีกรอบ เสนอให้รัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกหนังสือเวียนและประกาศกลางถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ ขอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เรื่องการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการเป็นอธิการบดีไม่ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาระบอบนิติรัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง ลดปัญหาฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะได้ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 เนื่องจากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่หน่วยงานรัฐทุกแห่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด!!
ขณะเดียวกัน กลุ่ม ทปสท. โดย นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ยังมีข้อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช.มาตรา 44 ข้อ 2 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่ปรากฏว่าการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา หรืออธิการบดี ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีอำนาจยับยั้งการแต่งตั้ง หรือการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว”
เพราะบัดนี้ ปรากฏชัดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ว่าการได้มาซึ่งอธิการบดีที่มีอายุเกิน 60 ปี ของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องใช้อำนาจดังกล่าวดำเนินการกับอธิการบดี รวมถึงรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอื่นๆ ตามมาตรา 18 (ข) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ที่มีอายุเกิน 60 ปีด้วย เพื่อไม่ให้มีการฟ้องร้อง หรือแจ้งความเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการละเว้นหรือการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังจะเกิดผลดีกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่ไม่ต้องนำเงินรายได้ที่มาจากค่าเทอมนักศึกษาไปจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนให้กับบุคคลเหล่านี้ สามารถนำเงินรายได้ไปพัฒนานักศึกษาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งรวมกันทุกมหาวิทยาลัยในแต่ละปี คิดเป็นเงินหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว
ต้องมาดูว่า ศธ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร!!
ประเด็นหลักที่ต้องเร่งพิจารณาอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี และปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน หากมีคู่กรณีไปฟ้องย้อนหลังก็มีสิทธิหลุดจากตำแหน่งหรือไม่รวมถึงจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไรกับกลุ่ม ว่าที่อธิการบดี ที่รอเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งที่อายุเกิน 60 ปี…
เมื่อมีตัวอย่างให้เห็น หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาฟ้องร้องเรื่องเดิมคงต้องเกิดขึ้นอีกเป็นหางว่าว
งานนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สั่งให้ นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เชิญ “สภามหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นผู้เลือกอธิการบดี มาถกเพื่อวางแนวทางแก้ไขด่วน
โดยย้ำชัดว่า แม้คำสั่งนี้จะมีผลเฉพาะ มรภ.กาญจนบุรี แต่มหาวิทยาลัยอื่นต้องดู เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องอีก และไม่จำเป็นต้องมีเกณฑ์กลางเพราะศาลได้ตัดสินแล้วว่าห้ามผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี เป็นอธิการบดี หรือรักษาการอธิการบดี ซึ่งเดิมที่มีการตีความไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะมีข้อกำหนดว่าการสรรหาอธิการบดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย
แต่เมื่อศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วว่า ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ต้องอายุไม่เกิน 60 ปี เท่ากับว่าที่ทำกันมาเป็น 10 ปี ได้รับการตัดสินแล้วว่า ทำไม่ได้!!
มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกฟ้อง ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ถูกฟ้อง สภามหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ หาทางออกแก้ปัญหาให้ได้….
แม้ดูเหมือนว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินไปแล้วว่าอายุ 60 ปี มีสิทธิเป็นอธิการบดีได้หรือไม่ แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้งนี้ เพราะผู้ที่เสียสิทธิ หรืออาจต้องหลุดจากเก้าอี้ คงไม่มีทางยอมง่ายๆ
เป็นหน้าที่ของ สกอ.ที่จะต้องเร่งสรุปและวางแนวทางสำหรับอนาคตให้ชัดเจน…
อย่าปล่อยให้อุดมศึกษาซึ่งเป็นความหวังว่าจะเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาชี้นำสังคม เกิดภาพชิงอำนาจ ขัดแย้ง และส่งผลกระทบถึงคุณภาพการศึกษา กระทั่งหมดความน่าเชื่อถือลงจนหมดสิ้น!!

