เมื่อวันที่ 13 กันยายน นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 กันยายน นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) จะหารือร่วมกับสภามหาวิทยาลัยเพื่อหาแนวทางแก้ไขการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการเป็นอธิการบดี หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 ที่แต่งตั้งนายปัญญา การพานิช ซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี เป็นผู้รักษาการอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี เนื่องจากเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากนี้มหาวิทยาลัยต้องทำตามกฎหมายเพราะคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดถือเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้น มหาวิทยาลัยใดที่ทำไม่ถูกต้อง ก็อาจถูกฟ้อง เป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยที่ต้องไปทบทวนและกล้าที่จะแก้ไข เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่สามารถไปสั่งการได้ ทำได้เพียงให้คำแนะนำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องแก้ไขระเบียบ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาอธิการบดีหรือไม่ นพ.อุดมกล่าวว่า ไม่ต้องแก้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั้น สภามหาวิทยาลัย ก็ต้องไปพูดคุยว่าจะแก้ไขอย่างไร โดยอาจขอความร่วมมือให้ลาออก เพราะหากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป อาจเกิดปัญหาฟ้องร้องตามมา ส่วนที่ยังไม่โปรดเกล้าฯ ทาง สกอ.คงต้องพิจารณา ส่งกลับไปให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาอีกครั้ง
“สภามหาวิทยาลัยต้องหาทางออก และไปคิดว่าจะทำอย่างไร จะไปบังคับให้เขาออกคงไม่ได้ แต่ถ้าหากอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็อาจเป็นปัญหาถูกฟ้องร้อง โดยเฉพาะ มรภ.ซึ่งมีทั้งหมด 38 แห่งทั่วประเทศ แต่มีอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีแล้วประมาณ 20 คน ซึ่งถ้าไม่ยอมออก ก็อาจทำให้คนที่เสียสิทธิฟ้องร้องได้ สุดท้ายศาลก็ต้องตัดสินตามแนวทางของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งตรงนี้อธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีแล้ว อาจแสดงสปิริตลาออกเอง แสดงให้เห็นว่าพร้อมทำตามกฎหมายและไม่ให้เกิดปัญหา” นพ.อุดมกล่าว
ขณะที่นายวิริยะ ศิริชานนท์ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) พร้อมด้วยนายจิตเจริญ ศรขวัญ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) และนายเชษฐา ทรัพย์เย็น ประธานกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย (สธม.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพิ่มเติมถึงรัฐมนตรีว่าการ ศธ. และเลขาธิการ กกอ.กรณีอธิการบดีและรักษาการอธิการบดีอายุเกิน 60 ปี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินกรณีมรภ.กาญจนบุรี ก่อนหน้านี้
นายวิริยะกล่าวว่า เหตุผลที่ยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และเลขาธิการ กกอ. ใช้ประกอบการหารือกับสภามหาวิทยาลัยวันที่ 15 กันยายน โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใช้อำนาจสั่งการไปยังสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งให้ดำเนินการถอดถอนอธิการบดีที่เกษียณอายุแล้วที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และนายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งควรตระหนักถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขณะนี้ทราบว่านายปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มร.มจ.) และนายชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดี และเป็นไปตามกฎหมาย
ด้านนายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาที่ประชุม ทปสท. เปิดเผยว่า ตนได้รับแจ้งจาก มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ว่านายปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งคณบดีในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (กบ.) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ นายปัญญาเพิ่งได้รับการสรรหาและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีเมื่อปี 2560 และจะเกษียณครบอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ แต่เมื่อได้รับทราบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที จึงอยากฝากไปยังอธิการบดีทั่วประเทศให้แสดงสปิริตด้วย
นายรัฐกรณ์กล่าวว่า การที่เลขาธิการ กกอ.จะเชิญนายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐมาประชุมในวันที่ 15 กันยายน นั้น อยากฝากว่าเลขาธิการ กกอ.ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามหาวิทยาลัยของรัฐมี 2 แบบ คือ มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ กับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการ โดยมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มรภ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ฯลฯ พ.ร.บ.จัดตั้งระบุชัดต้องบริหารงานบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และบริหารงบประมาณตาม พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ ส่วนมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ พ.ร.บ.จัดตั้งระบุให้ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล และบริหารงบประมาณเองได้ ซึ่งสามารถจะกำหนดอายุ และอัตราเงินเดือนของตำแหน่งผู้บริหารเองได้ ดังนั้น ทปสท.จึงออกมาเรียกร้องโดยตลอดว่าการแต่งตั้งอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายทั้งด้านการบริหารงานบุคคลและการรับค่าตอบแทน จนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษามาอย่างชัดเจนแล้วว่าการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีหรืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการนั้นทำไม่ได้
“การที่นายเรืองเดช วงศ์หล้า ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ให้ความเห็นว่าคนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีแล้วสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะศาลได้วินิจฉัยในประเด็นคุณสมบัติที่ขัดต่อกฎหมายของผู้เกษียณอายุราชการ ดังนั้น นายกสภาจึงควรนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณาถอดถอนอธิการบดี รวมทั้งตำแหน่งผู้บริหารอื่นที่เป็นผู้เกษียณเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ การที่นายเรืองเดช เสนอให้ กกอ.ออกเกณฑ์กลางในการสรรหาอธิการบดีนั้น ทาง ทปสท.เห็นว่าไม่จำเป็นเพราะแต่ละสถาบันมี พ.ร.บ.และข้อบังคับในการสรรหาที่แตกต่างกัน แต่เราต้องการให้ออกประกาศหรือคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.หรือ กกอ. ไปยังทุกมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการให้ดำเนินการถอดถอนและไม่ให้มีการแต่งตั้งผู้บริหารจากผู้เกษียณอีก” นายรัฐกรณ์กล่าว

