หลังจากที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดแผนนำร่องลุยโครงการ “การจัดการศึกษากลุ่มโรงเรียนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร” หรือ “อ่างขางโมเดล” ในโรงเรียน 5 แห่ง ที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านขอบด้ง โรงเรียนเทพศิรินทร์ 9 โรงเรียนบ้านหลวง (อำเภอฝาง) โรงเรียนบ้านผาแดง (อำเภอไชยปราการ) และโรงเรียนสันติวนา (อำเภอไชยปราการ) โดยโครงการนี้จะมอบอิสระให้โรงเรียนในการบริหารจัดการการศึกษา มีเป้าหมายในการเพิ่มโอกาส และคุณภาพของผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งรายละเอียดของโมเดลดังกล่าวได้ได้รับการเผยแพร่อย่างน่าสนใจในงานมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” ที่จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 -2579 ตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงจัดงานมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” นำโดย ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 2,000 คน เข้าร่วมงาน เพื่อประสานความร่วมมือให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง การศึกษามีหลายด้านที่ต้องพัฒนา สกศ.จึงจัดเสวนาโดยแบ่งห้องย่อย 7 ห้อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาหารือและแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหา พร้อมแนะแนวทางการปฏิรูปการศึกษา

“โรงเรียนห่างไกล สอนอย่างไร ให้เด็กดีมีทักษะชีวิต” เป็นอีกหัวข้อเสวนาที่ สกศ.จัดขึ้นอย่างน่าสนใจ เพราะการเสวนานี้มากด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์การสอนในพื้นที่สูง ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นการศึกษาในพื้นที่สูงของไทยปัจจุบันนี้ว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคการจัดการเรียนการสอนอย่างไร รวมถึงเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่น่าสนใจไว้มากมาย ทั้งยังได้บอกเล่าโครงการ “อ่างขางโมเดล” ที่นำร่องไปนั้นมีผลลัพธ์อย่างไรบ้าง

นางเรียม สิงห์ทร ครูโรงเรียนบ้านขอบด้ง หนึ่งในกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนบ้านขอบด้ง เป็นโรงเรียนที่รวมนักเรียนหลายชาติพันธุ์ โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นตามพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2527 ปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 300 คน และมีครู 16 คน ปัญหาที่พบในการสอนโรงเรียนห่างไกล คือ นักเรียนส่วนมากเป็นเด็กชนเผ่าที่ขาดแคลน แม้เป็นเด็กที่เกิดในแผ่นดินไทย แต่ยังไม่ได้รับการดูแลด้านการศึกษาอย่างจริงจัง และโรงเรียนสมัยก่อนเน้นสอนภาษาไทย โดยยึดหลักสูตรจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหลัก ครอบคลุมทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา เมื่อสอนตามหลักสูตรแกนกลางทำให้เด็กขาดทักษะชีวิต เนื่องจากการเรียนการสอนตามหลักสูตร สพฐ. ไม่ตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตที่แท้จริงของเด็ก
“ผู้บริหารโรงเรียนบนดอยอ่างขาง 5 แห่ง จึงรวมตัวกันคิดโครงการอ่างขางโมงเดลขึ้นมา และได้รับความช่วยเหลือจาก กอปศ. และ สกศ.ในการนำร่องบุกเบิกโครงการนี้ เพื่อทดลองการเรียนการสอน หากโรงเรียนในพื้นที่สูงมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการด้านต่างๆ จะเป็นอย่างไร หากได้รับผลดี ทำแล้วได้ผล เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จะขยายโครงการสู่โรงเรียนในพื้นที่สูงภาคอื่นต่อไป”นางเรียมกล่าว

กรอบการพัฒนาโครงการอ่างขางโมเดล แยกออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.การบริหารงานวิชาการ ปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับพื้นที่ เน้นเรื่องการอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ สร้างมาตรฐานหลักสูตร 2.การบริหารงานบุคคล โรงเรียนสามารถเลือกบุคลากรที่ตรงกับความต้องการได้ 3.การบริหารงบประมาณ มีการจัดสรรงบประมาณตามความยากลำบากในแต่ละพื้นที่ตามถิ่นทุรกันดาร โดยมีกลไกในการคัดกรอง ซึ่งต้องจัดสรรให้ทั่วถึง เพียงพอ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเด็กในชุมชนเมืองและเด็กชายขอบ และ 4.การบริหารงานทั่วไป ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของครู
เมื่อได้ทดลองจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ผลที่ได้รับ คือ ครู และนักเรียน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น นักเรียนมีทักษะชีวิต และครูเรียมมองว่า อ่างขางโมเดล คือ สิ่งที่เติมเต็มการจัดการศึกษาในพื้นที่สูง เพราะโรงเรียนมีอิสระในการสอน มีอิสระด้านงบประมาณ สามารถสอนตามอัตลักษณ์ ตามจุดเด่นของพื้นที่ โดยไม่อิงหลักสูตรแกนกลาง เช่น ดอยอ่างขางเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ทุกโรงเรียนนอกจากสอนด้านวิชาการแล้ว ต้องสอนทักษะอาชีพ ทักษะด้านภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน ให้กับนักเรียนเพิ่มเติม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น

สอดคล้องกับนายเกียรติพงศ์ อุ่นใจ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านผาแดง กล่าวว่า โรงเรียนผาแดงเป็นหนึ่งในโรงเรียนอ่างขางโมเดล ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับครูเรียม คือ นโยบายบางอย่างของ สพฐ. ไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการเรียนการสอนในพื้นที่สูง อีกทั้ง การวัดและประเมินผลการศึกษาใช้ไม้บรรทัดอันเดียวมาวัด แน่นอนว่าการศึกษาในพื้นที่สูงไม่ตอบสนองความต้องการ หรือบรรลุวัตถุประสงค์ของประเทศได้ แต่เมื่อมีอ่างขางโมเดลทำให้โรงเรียนในโครงการฯ ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการศึกษา ตนมองว่าการศึกษาในพื้นที่สูงเริ่มดีขึ้นมาก
“เมื่อมีอ่างขางโมเดล โรงเรียนทั้ง 5 แห่ง ต่างช่วยกันพัฒนา และผลิตสื่อการเรียนการสอน ซึ่งทุกโรงเรียนเห็นตรงกันว่า การผลิตสื่อและการสอนต้องเน้นภาษาไทยเป็นหลัก เพราะหากเด็กไม่ได้ภาษาไทย ไม่สามารถเรียนวิชาอื่นได้แน่นอน ขณะนี้โครงการนี้พัฒนาไปมากแล้ว ได้เชิญวิทยากรผู้มีความรู้มาสอนในการผลิตสื่อ และด้านการสอน มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมเก็บข้อมูล ทำการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร เป็นต้น” นายเกียรติพงศ์ กล่าว
แม้การเรียนการสอนในพื้นที่สูงจะพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม ยังมีสิ่งที่ครูเกียรติพงศ์ กังวลอยู่ คือ ครู นักเรียน และหลักสูตร ทั้งสามส่วนนี้ต้องสอดคล้องกัน ไม่เช่นนั้น การปฏิรูปการศึกษาจะไม่เกิด จึงอยากให้การออกนโยบายหรือการออกหลักสูตรคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรกำหนดมาตรฐานหรือสร้างไม้บรรทัดอันเดียวมาวัด และการประเมินคุณภาพไม่ควรเทียบกับโรงเรียนทั่วประเทศ เพราะสำหรับครูพื้นที่สูงสนามรบของครูเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การเลื่อนเงินเดือน หรือเลื่อนขั้นวิทยฐานะ แต่สนามรบของครูเหล่านี้ คือ ความไม่รู้ของนักเรียน และขาดการสร้างทักษะชีวิตของนักเรียน

ขณะที่ พ.ต.อ.นพคุณ บำรุงพงษ์ ผู้กำกับการศูนย์ตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีความหลากหลายมาก หากอยากให้เด็กดีมีทักษะชีวิตต้องรู้ถึงปัญหาและรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหาเสียก่อน จากนั้นต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การจัดการศึกษาไม่ควรนำไม้บรรทัดอันเดียวมาวัดการจัดการศึกษาทุกพื้นที่ไม่ได้ ต้องศึกษาถึงวิถีการดำเนินชีวิตของท้องถิ่นนั้น พื้นที่ ภูมิศาสตร์ และภูมิสังคม ของนักเรียนในพื้นที่สูง ครูที่เข้ามาสอนต้องรู้รากฐานของนักเรียน รู้รากฐานของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอน
“นอกจากครูจะรู้รากฐานของนักเรียนแล้ว ต้องเสริมทักษะชีวิตให้กับนักเรียนเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ชุมชน หรือการเปลี่ยนแปลงของตัวนักเรียนเอง ครูในพื้นที่สูงและครูตำรวจตระเวนชายแดน ต้องเข้าใจว่ากำลังสอนอยู่พื้นที่ใด และพยายามจัดการศึกษาให้เข้ากับพื้นที่นั้น” พ.ต.อ.นพคุณ กล่าว

ด้านนางวิไลลักษณ์ สุขสบาย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แม้ กศน.จะช่วยจัดการเรียนการสอนของผู้คนในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อให้คนในหมู่บ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ตาม แต่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็กในพื้นที่สูง คือ ครูอาสาของ กศน. ดูแลเด็กตั้งแต่ในท้องแม่ ช่วยดูแลสุขอนามัย รวมถึงช่วยทำคลอดอีกด้วย และช่วยดูแลเด็กก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ปี เพราะพื้นที่สูงเหล่านี้ไม่มีศูนย์เด็กเล็ก ครู กศน. จึงรับหน้าที่สอนเด็กเหล่านี้ให้รู้ถึงการใช้ชีวิต การจัดการความสะอาดขั้นพื้นฐาน โดยพื้นที่ อ.แม่แจ่ม มีศูนย์การเรียนรู้ 36 ศูนย์ มีครูทั้งหมดประมาณ 80 คน แบ่งให้ไปประจำศูนย์ละ 2 คน เพื่อสอนชาวบ้านและเด็ก ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้อยมาเมื่อเทียบกับศูนย์ กศน. ในตัวเมือง
“ปัจจุบันนี้ แม้มีเทคโนโลยีความทันสมัยเข้ามา แต่การศึกษาในพื้นที่สูงยังคงต้องพัฒนาอีกมาก จึงอยากให้ผู้กำหนดนโยบายหันมามองความเป็นจริงในพื้นที่ วางกรอบหรือกำหนดนโยบายที่เปิดกว้าง สามารถเข้ากับแต่พื้นที่ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน” นางวิไลลักษณ์ กล่าว

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาการผลิตคนสู่ตลาดแรงงานของไทยตกอยู่ภายความเชื่อเดิม คือ ใช้มาตรฐานเดียว กระบวนการผลิตคนกระบวนการเดียวที่ผลิตคนออกมาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใกล้หรือไกล อยู่ชนบทหรือในเมือง แต่อย่าลืมนักเรียนทุกคนมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น การจัดการศึกษาจำต้องปรับเปลี่ยนและทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ ซึ่งทั้ง 4 ท่าน ต่างสะท้อนให้เห็นปัญหาการจัดการศึกษาของไทย ว่าไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันมาสอนหรือวัดประเมินต่อไปได้ ทุกภาคส่วนต้องมานั่งทบทวนการจัดการศึกษาเสียใหม่ ถึงการจัดการศึกษาอย่างไร ให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงกระบวนการหลักสูตรจะเป็นอย่างไรต่อไปด้วย

ขณะนี้ การปฏิรูปการศึกษาพื้นที่สูงได้เกิดขึ้นแล้ว และหวังว่า “อ่างขางโมเดล” จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอกย้ำว่า กอปศ. และ สกศ. ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง แต่จะสำเร็จไม่ได้หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือร่วมใจปฏิรูปการศึกษา ร่วมกันขจัดอุปสรรคเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

