ในงานมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาผนึกกำลังกับเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในมิติต่างๆ และสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาให้กับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระดับนโยบาย ระดับปฎิบัติ และระดับผู้บริหาร ระหว่างวันที่ 10 – 11 กันยายน 2561 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ โดยในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมวิชาการที่หลากหลาย มีการเสวนาในหัวข้อต่างๆ และการนำเสนอผลงานวิชาการ เป็นต้น
หนึ่งในหัวข้อเสวนาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ก็คือ “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จ.สตูล” ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องด้านการพัฒนาพื้นที่ทางการศึกษาในลักษณะโรงเรียนจัดการตนเองในพื้นที่นวัตกรรม ทิศทางแนวใหม่จากล่างสู่บน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ ของประเทศ สู่จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
ที่นี่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย 10 ขั้นตอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ทำให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดเชื่อมโยงได้ ผูกพันกับท้องถิ่น มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน มีจิตสาธารณะ มีกระบวนการเรียนที่เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน
นายสุทธิ สายสุนีย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสตูล กล่าวถึงที่มาของการเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาว่า มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2545 เมื่อชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านมุสลิมทำวิจัย เรื่อง การทำขนมพื้นบ้านมุสลิมมาขออนุญาตใช้สถานที่ห้องประชุมของโรงเรียน เพื่อถอดบทเรียนของกลุ่ม มีการสรุปการทำงานว่า จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆ แล้วข้อมูลใดบ้าง ทำให้มีโอกาสสังเกตการณ์การทำงานของแม่บ้านมุสลิมกลุ่มนี้ และได้เห็นว่า แต่ละคนมีสมุดโน้ตส่วนตัวที่จดบันทึกข้อมูลมารายงานกันในกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ว่าใครเป็นผู้รวบรวมและสรุป ประกอบกับช่วงนั้นกระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ในรายละเอียดของหลักสูตรนั้นกำหนดให้สถานศึกษาแต่ละแห่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของตัวเองด้วย จึงเกิดเป็นแนวคิดการนำหลักสูตรขนมพื้นบ้านมุสลิมเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ออกมาในรูปแบบหนังสือจำนวนเป็นร้อยหน้า เขียนโครงสร้าง มาตรฐานสาระต่าง ๆ ครบถ้วน

“แต่หลังจากที่ทำเสร็จ ปรากฏว่า ครูนำหลักสูตรนี้ไปใช้ไม่ได้ จึงปรึกษากับทีมวิจัยและคุณครูทางวิชาการว่า ต้องมีการปรับวิธีการเรียนการสอน ด้วยการให้ครูหยุดสอนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ให้ไปทำหน่วยการเรียนรู้จำลองจากโจทย์วิจัยของกลุ่มแม่บ้านมุสลิม ทำเป็นฐานการเรียนรู้แบบการเรียนลูกเสือ แล้วมาทดลองในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 ผ่านฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้แก่ ฐานเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ฐานเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา เพื่อให้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของขนมพื้นบ้าน ฐานต่อมาให้นักเรียนทำโครงงานขนมด้วยการไปศึกษากับกลุ่มแม่บ้านมุสลิม ก่อนจะเข้าสู่ฐานลงมือปฏิบัติจริง และฐานสุดท้ายทำแพคกิ้งขนมให้แตกต่างกัน เมื่อครบทุกฐานแล้วให้สรุปเป็นรายงาน”
ผอ.รร.อนุบาลสตูล กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นก็เปิดเป็นเวทีให้เด็กๆ ได้นำเสนอ เชิญคนในชุมชนและผู้ปกครองมาฟัง ซึ่งเด็กๆ ทุกคนสามารถอธิบายได้ ทั้งที่ก่อนหน้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ชุมชนของตน จึงสรุปได้ว่าหลักสูตรขนมพื้นบ้านมุสลิมจะเห็นผลก็ต่อเมื่อต้องมีการเวิร์คช็อปและลงมือปฏิบัติจริง จากนั้นได้ขอสนับสนุนทุนปฏิบัติการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมีการพัฒนาให้เป็นโจทย์วิจัยของโรงเรียน มีการนำกระบวนการเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้โดยใช้ 10 ขั้นตอนของกระบวนการวิจัย ซึ่ง สกว.ก็ยกให้เป็นโครงการดีเด่น ต่อมาได้ย้ายจากโรงเรียนเดิมไปที่โรงเรียนอนุบาลสตูลซึ่งเป็นโรงเรียนใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีเด็กนักเรียนเกือบ 2,000 คน จำนวนครูนับร้อย ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าเด็กๆ ที่จบจากที่นี่จะต้องสามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้
เมื่อสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มีนโยบายใน เรื่อง โรงเรียนหลักสูตรมาตรฐานสากล รร.อนุบาลสตูล ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม ต้องมีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติม จึงได้นำเทคนิคการสอนด้วยกระบวนการวิจัย 10 ขั้นตอนมาใช้จัดการเรียนรู้ในโรงเรียน เพื่อมุ่งสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล มีการปรับเปลี่ยนปฏิรูปการสอนแนวใหม่ที่สอนให้เด็กรู้จักวิธีการคิด รู้จักการแสวงหาสืบค้น การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เช่น การเรียนด้วยกระบวนการวิจัย จึงเป็นการตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ กระทั่งได้รับเลือกให้เป็นต้นแบบของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

หนึ่งในคณะผู้เข้าร่วมเสวนา นางสาวกมลวรรณ พลับจีน นักวิจัยศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ได้มีการทำวิจัย เรื่อง การสังเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนรู้ชุมชน โดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาจากล่างสู่บน พบว่า มีผู้บริหารกลุ่มหนึ่งซึ่งมีแนวคิดนอกกรอบ มีความเป็น Change Agent หรือตัวแทนในการเปลี่ยนแปลง ด้วยการคิดหรือพัฒนานักเรียนเพื่อตอบโจทย์บริบทพื้นที่เป็นหลัก และได้มีโอกาสพบกับ อ.สุทธิ ที่จังหวัดสตูล ได้รับรู้ถึงแนวคิดที่มีการจัดการเรียนการสอน การบริหารบุคลากร ทรัพยากรชุมชน เข้ามามีส่วนในการเรียนรู้ จนทำให้เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ
“สำหรับการปฏิรูปการศึกษาถ้าจะให้ถูกทางต้องมีการกระจายอำนาจ ให้พื้นที่สามารถจัดการเรียนรู้ได้เองโดยมีแนวทางจากความต้องการของคนในพื้นที่ ต้องการให้ลูกหลานเติบโตอย่างไร สามารถออกความคิดเห็นได้ รูปแบบนี้มาจาก รร.อนุบาลสตูล และหากมีการกระจายอำนาจแล้ว โรงเรียนจะเป็นอิสระ แต่ต้องมีหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ ด้านการบริหารบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป นอกจากนี้ต้องมีผู้บริหารที่ได้รับการปรับกระบวนทัศน์หรือกล้าคิดนอกกรอบ กล้าตัดสินใจ และมีความสามารถพิเศษในการเชิญชวนให้คนในชุมชนเข้ามาร่วมจัดการเรียนรู้ได้”

และ ดร.พิทักษ์ โสตถยาคม สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า ในฐานะของหน่วยงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากสนับสนุนในเชิงนโยบายแล้ว ในเวลานี้ สพฐ.ยังได้เสนอกระทรวงศึกษาธิการโดยมีรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการพื้นที่นวัตกรรม มีรัฐมนตรีช่วยเป็นประธาน และมีการดึงทุกภาคส่วน ภาคีทั้งในจังหวัดสตูล ระยอง และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องทำพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามาด้วย ทั้งนี้มีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้ง และมีการประกาศให้จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนซึ่งประกอบไปด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ขณะเดียวกันได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในช่วงเริ่มต้นไปแล้วทั้ง 3 จังหวัด โดยเวลานี้กำลังจะขับเคลื่อนเพื่อสร้างการรับรู้ให้มากยิ่งขึ้น

