หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา กลุ่มวิจัยนวั...

กลุ่มวิจัยนวัตกรรม มข. ชี้ “นวัตกรรมทางปัญญาในยุคดิจิทัล” อีกแนวทางขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาของประเทศ

20.09.18 | 09:00 น.

เพราะการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ หลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน และนอกจากครูอาจารย์ที่จะต้องปรับกระบวนการทางความคิดแล้ว นักเรียนก็ต้องได้รับการสร้างทักษะสมรรถนะให้สามารถปรับเปลี่ยนตนเองด้วย เป็นที่มาของงานมหกรรม “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาผนึกกำลังกับเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจัดขึ้น เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการปฎิรูปการศึกษาในมิติต่างๆ และสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาให้กับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และระดับผู้บริหาร ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2561 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ

งานนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมวิชาการที่หลากหลาย การเสวนาในหัวข้อต่างๆ การนำเสนอผลงานวิชาการ หนึ่งในนั้นมีการอภิปรายเรื่อง “นวัตกรรมทางปัญญาในยุคดิจิทัล” โดย “กลุ่มวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางปัญญา ม.ขอนแก่น”

รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ หัวหน้ากลุ่มวิจัยฯ กล่าวว่า นวัตกรรมทางปัญญาในยุคดิจิทัลเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากการปฎิรูปการศึกษาจะเห็นผลสำเร็จจำเป็นต้องปฏิรูปการเรียนรู้ หากผู้เรียนอยู่ในกระบวนทัศน์ที่ยังจดจำเพียงครูสอนจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในยุคที่มีสารสนเทศ มี Knowledge Society เด็กๆ จำเป็นต้องมีทักษะในการเสาะแสวงหาความรู้ รวมถึงต้องคิดเป็น สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างเป็นเหตุเป็นผล นี่คือปัจจัยสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้ ดังนั้น จึงต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เด็กทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเป็นที่มาของนวัตกรรมต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ มีการเสาะแสวงหา และสร้างความรู้

“ในยุคดิจิทัล ห้องเรียนเป็น Smart Class Room เรียนที่ไหนก็ได้เพียงแต่มีมือถือเครื่องเดียว เป็นที่มาของนวัตกรรมทางปัญญาในยุคดิจิทัล ซึ่งกลุ่มวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางปัญญาของ ม.ขอนแก่น ดำเนินการมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี โดยใช้สื่อเติมประสิทธิภาพ และนำทฤษฎีมาออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อนักศึกษาต้องการทักษะในการเสาะแสวงหา มหาวิทยาลัยจึงได้นำทฤษฎีที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักเสาะแสวงหาเพิ่มเข้าไป แม้แต่ทฤษฎีสร้างสรรค์ หรือทฤษฎีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จากนั้นก็ให้เด็กลงมือปฎิบัติและเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดของตัวเอง”

หัวหน้ากลุ่มวิจัยฯ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า ในระยะหลังยังมีการบูรณาการข้ามศาสตร์ เนื่องจากมีการใช้ Pedagogy ทางศึกษาศาสตร์ หลักการทฤษฎีของความคิดสร้างสรรค์ไปออกแบบ พร้อมกับเติมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้ชี้ชัดว่า Pedagogy ทางศึกษาศาสตร์นั้นไม่ธรรมดา แต่มีการออกแบบส่งเสริมกัน เช่น ออกแบบส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ คลื่นไฟฟ้าสมองก็เกิดในเรนจ์ของการคิดสร้างสรรค์ ทั้งนวัตกรรม และการวิจัยไปพร้อมกัน

Advertisement

“นอกจากนี้ สำหรับครูต้องพัฒนาการสอนโดยเสริมเรื่องนวัตกรรม แนะนำแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ให้นักศึกษาเสาะแสวงหา มีศูนย์ฝึกการคิดวิเคราะห์หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้เด็กได้ผ่านกระบวนการของตัวเองที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทำให้เด็กได้คิดได้ทำ เชื่อมั่นว่าส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ หากการเรียนรู้ไม่เปลี่ยนย่อมไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปอย่างไรก็ไม่ทัน”

สำหรับรูปแบบของนวัตกรรมทางปัญญาในยุคดิจิทัลที่นำมาในงานนี้ รศ.ดร.สุมาลี อธิบายว่า เน้นให้ผู้ที่มาได้รับประสบการณ์ตรงผ่าน 4 ฐานการเรียนรู้ โดยฐานแรก คือ “Web-Based Learning Multimedia” จะเป็นนวัตกรรมที่ใช้มัลติมีเดีย เน้นการประมวลสารสนเทศ การคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ โดยสามารถใช้ได้ทั้งผู้เรียนและครู

“ฐานการเรียนรู้ที่สอง “Augmented Reality” หรือเทคโนโลยีเสมือนจริง เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กในปัจจุบันหากมีอะไรที่สามารถใช้งานหรือเล่นผ่านโทรศัพท์มือถือจะโดนใจ ดังนั้น หากให้เขาส่องใบไม้จริงซึ่งได้สร้างบทเรียนวิธีการ Augmented Reality ไว้ ก็จะได้เห็นกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งท้าทายกว่าการได้นั่งเรียนอยู่ในชั้นเรียนทั่วไป หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่สามารถทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ แต่หากใช้โทรศัพท์มือถือส่องเข้าไปแล้วเห็นวิดีโอเห็นซีเนริโอของการสังเคราะห์แสงหรืออะไรต่างๆ เด็กจะชอบและสนใจเรียน

มาถึงฐานการเรียนรู้ที่สาม “Application Game” หัวหน้ากลุ่มวิจัยฯ ม.ขอนแก่น บอกว่า มาจากการที่เด็กชอบเล่นเกมและแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยหลังจากที่กลุ่มได้วิจัยและแปลงการวิจัยที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเหล่านี้มาใส่ในแอพพลิเคชั่น เมื่อเปิดดูในโทรศัพท์ก็สามารถเรียนรู้ผ่านแอพพลิเคชั่นซึ่งน่าสนใจกว่าการที่จะไปนั่งฟังเพียงอย่างเดียว เป็นการส่งเสริมปัญญาจริง ทำให้เกิดกระบวนการทางปัญญา โดยใส่หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดหรือกระบวนการทางปัญญาอย่างมีวิจารณญาณหรือการคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วย

“จากนั้นเป็นฐานการเรียนที่สี่ “Neuroscience” จากที่กล่าวถึงการออกแบบโดย Pedagogy ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณนั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ให้เห็นคลื่นไฟฟ้าสมองที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ Pedagogy ออกแบบแสดงให้เห็นว่าเวลาที่กำลังทำภารกิจส่งเสริมนั้น คลื่นสมองอยู่ในเรนจ์ความคิดสร้างสรรค์”

ทั้ง 4 ฐานการเรียนรู้ได้รับความสนใจอย่างมากจากคุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ รศ.ดร.สุมาลี ย้ำว่า เป็นส่วนหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่า หากจะปฏิรูปการเรียนรู้ ถ้าพูดอย่างเดียวจะไม่ชัดเจน แต่ถ้าได้ลงมือทำให้เห็นเป็นนวัตกรรม หรือเป็นสิ่งที่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่ได้ลงมือเรียนผ่านกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ น่าจะสามารถทำให้เกิดภาพได้ง่ายกว่า คุณครูก็จะได้นำวิธีการเหล่านี้ไปพัฒนาปฏิรูปการเรียนรู้ของตัวเองในชั้นเรียน ส่วนนักเรียนที่มาก็ได้เห็นวิธีการใหม่ๆ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้องๆ ชอบวิธีการแบบนี้มาก คิดว่าเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น