‘หมอธี’ ปัดใช้ม.44 แก้ปมตั้ง 60 ปีเป็นอธิการฯ เล็งทบทวนทูลเกล้าฯ คนเกิน 60 ปีนั่งอธิการฯ ตามคำสั่งศาล ด้านประธานทปอ.มองต่าง ชี้ 60 ปียังมีความสามารถ บริหารงานได้ อธิการฯ มรรพ. ลั่นไม่ลาออก ชี้อายุไม่ใช่ข้อจำกัดการบริหาร ปัดค่าตอบแทนสูง
ความคืบหน้ากรณีนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เสนอผลสรุปจากที่ประชุมร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)กับนายกสภามหาวิทยาลัยและอุปนายกสภามหาวิทยาลัยจาก 58 มหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศที่เป็นส่วนราชการ โดยให้เสนอนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พิจารณาทางเลือก 4 แนวทางในการแก้ไขปัญหามหาวิทยาลัยที่มีอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีหรืออยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาแต่งตั้ง หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กาญจนบุรี กรณีแต่งตั้งนายปัญญา การพานิช ซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี เป็นผู้รักษาการแทนอธิการบดีมรภ.กาญจนบุรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยล่าสุดนายปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มร.มจ.) นายชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) และนายสุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง ผู้ช่วยอธิการบดีมรภ.ศรีสะเกษ ซึ่งอายุเกิน 60 ปีได้แสดงสปิริตประกาศลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการมรภ.อุตรดิถต์ ได้เรียกร้องให้นายเรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมรภ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอายุเกิน 60 ปี ลาออกจากตำแหน่งในฐานะเป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(ทปอ.มรภ.) ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสภามหาวิทยาลัยเสนอให้ศธ.ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ครอบคลุมเรื่องอายุ 60 ปีสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้นั้น
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รายงานผลการหารือร่วมกับนายกสภาฯ และอุปนายกสภาฯ 58 มหาวิทยาลัยให้ตนรับทราบแล้ว โดยสรุป คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ผูกพันเฉพาะกรณี มรภ.กาญจบุรี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อธิการบดีที่อายุเกิน 60ปี และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจะดำเนินการอย่างไร สิ่งที่จะดำเนินการได้คือจะต้องมีโจทย์ยื่นฟ้องอธิการบดีเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ศธ.ไม่อยากให้เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของสภาฯ จะต้องไปพิจารณาว่าในเมื่อศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษากรณีมรภ.กาญจนบุรี เป็นบรรทัดฐานแล้ว จะดำเนินการอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องในเชิงบริหาร หรือจะรอให้มีผู้ฟ้องร้องแล้วค่อยว่าไปตามกฎหมาย ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาฯ ส่วนรายชื่อที่อยู่ระหว่างรอเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการศธ. โดยตรงนั้น ตนก็คงต้องกลั่นกรอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานไว้แล้ว ตนก็คงต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล ซึ่งต้องพิจารณาหลายอย่าง
“สกอ.ส่งข้อเสนอของกลุ่มสภาฯ 3 แนวทางมาให้ผมพิจารณาแล้ว ส่วนจะเป็นแนวทางใดบ้างนั้นยังบอกไม่ได้ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย จะให้รัฐมนตรีว่าการศธ. สั่งการให้ไปไล่อธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีออก ก็คงไม่ได้ ผิดกฎหมาย ทำไม่ได้ จึงได้เปิดเวทีให้หารือกัน เพื่อพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย และจริยธรรม ถึงไม่ผูกพัน แต่หลักกฎหมายเป็นไปในแนวทางนี้ ถ้าหากเราถูกฟ้อง ศาลก็คงตัดสินไปในแนวทางเดียวกัน จะดำเนินการอย่างไร แต่ทางสภาฯ ก็ยืนยันให้ดูเป็นกรณี ๆ ไป ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอที่ให้มีการออกแนวปฏิบัติหรือเกณฑ์กลาง เกี่ยวกับการสรรหาอธิการบดีขึ้นมานั้น ก็เหมือนกับการตัดเสื้อตัวเดียว และไม่สามารถไปทำลายคำตัดสินของศาล หรือลบล้างพ.ร.บ.ของแต่ละแห่งได้ เพราะฉะนั้นการออกเกณฑ์กลางจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ตนจึงย้ำตลอดเวลาว่า ให้ดำเนินการตามกฎหมายที่ศาลตัดสินมาแล้วเป็นบรรทัดฐาน ว่าถ้าเกิดการฟ้องกรณีเดียวกัน ก็จะโดนแบบเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอที่ให้ปรับแก้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดี เนื่องจากคำสั่งดังกล่าว ไม่มีความชัดเจน ดังนั้นก็ต้องแก้ให้ชัดว่าผู้ที่อายุเกิน 60 ปี เป็นอธิการบดีได้หรือไม่ได้นั้น นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ต้องถามว่า จะแก้มาตรา 44 จะทำเพื่อใคร ในเมื่อยังมี 2 ฝ่าย ฝ่ายที่อยู่ในตำแหน่ง กับฝ่ายที่ต้องการตำแหน่ง ไม่ใช่ว่า อยากได้อะไร ก็ให้มาตรา 44 จัดการ ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้น เพราะพอออกมาก็จะมีเสียงด่านายกฯ ด่ารัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า การสรรหาอธิการบดีจากนี้ ถ้ามหาวิทยาลัยยังเสนอชื่อผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ ก็หมายความว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้ดูว่าศาลปกครองสูงสุดตัดสินไว้อย่างไร สุดท้ายถ้าถูกฟ้อง ก็เป็นปัญหา ตรงนี้พูดในเรื่องของกฎหมาย แต่ถ้าพูดในหลักการ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะปล่อยให้คนอายุน้อยกว่า 60 ปีขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเสียงเรียกร้อง จากชาวมหาวิทยาลัยเช่นกันไม่ใช่ของรัฐมนตรีว่าการศธ. เราต้องคิดในหลายมิติ
ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคนอายุ 60 ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีสมองที่พร้อม ยังสามารถทำงานต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกันคนรุ่นใหม่ การทำงานหรือการบริหารงานไม่ควรมองที่อายุ แต่ควรมองที่หัวใจและความสามารถ ไม่ว่าจะอายุ 60 ปีหรือ 80 ปี ถ้ามีสมองและประสบการณ์ และไม่ปิดกันที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานได้อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ซึ่งต้องไปว่ากันให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร
“ผมมองว่าการเป็นอธิการบดี จะอายุ 60 ปี หรือ 80 ปี ถ้าไม่ปิดกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ก็สามรถทำงานได้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องมีการกำหนดวาระที่ชัดเจน อย่างที่สจล. เป็นอธิการบดีได้ต่อเนื่อง 2 วาระ วาระละ 4 ปี การทำงานอยู่ที่หัวใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกฎหมาย ก็คงต้องว่ากันให้ชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต”นายสุชัชวีร์ กล่าว
ด้านนายไวกูณฑ์ ทองอร่าม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (มรรพ.) อายุ 67 ปี กล่าวว่า ส่วนตนเห็นว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคในการบริหารงาน สภาหาวิทยาลัยมีสิทธิเลือกผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในการบริหาร และได้รับการยอมรับจากองค์กร ไม่ควรนำเรื่องอายุมาเป็นข้อจำกัด เช่น ต่างประเทศยังมีผู้บริหารที่มีอายุเกิน 60 ปี สามารถเข้ามาบริหารได้
“เเม้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภา มรภ.กาญจนบุรี ที่แต่งตั้งนายปัญญา ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ในความเห็นผม ไม่มีบรรทัดฐานและเกณฑ์กลางที่กำหนดอย่างจริงจัง ส่วนข้อเสนอให้ใช้อำนาจหัวหน้า คสช.เนื่องจากคำสั่งดังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่อายุเกิน 60 ปี เป็นอธิการบดีได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังมีคดีลักษณะนี้อีกหลายคดีที่รอการพิจารณาจากศาลปกครองอยู่ ดังนั้น สกอ.ไม่ควรรีบดำเนินการอะไร จนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาลออกมาครบทุกคดี หรือมีข้อปฏิบัติ และกฎหมายที่ชัดเจนมากกว่านี้ ส่วนจะเเสดงสปิริตลาออกหรือไม่นั้น ผมขอทำหน้าที่ของผมต่อไป จนกว่าจะมีข้อปฏิบัติ และกฎหมายที่ชัดเจนจึงจะทำตาม”นายไวกูณฑ์ กล่าว
นายไวกูณฑ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีของมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง เป็นเพราะรายรับสูงนั้น ตนได้รับค่าตอบเเทน 70,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้รับค่าตอบเเทนอื่นเพิ่มเติม และอย่าลืมกรณีบุคคลภายนอกที่อายุเกิน 60 ปี ไม่ได้รับราชการ ไม่ได้รับเงินบำนาญหรือค่าตอบเเทนอื่นๆ เข้ามาเป็นอธิการบดี บุคคลเหล่านี้จะได้รับเพียงเงินเดือนเท่านั้น จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการได้รับค่าตอบเเทนสูงที่ยกมากล่าวอ้างเเต่อย่างใด อีกทั้งค่าตอบเเทนของอธิการบดี แล้วเเต่สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด ตนไม่ได้ไปข้องเกี่ยวด้วย มาทำหน้าที่นี้ด้วยความตั้งใจอยากจะพัฒนามหาวิทยาลัยเท่านั้น

