ความคืบหน้ากรณีเฟซบุ๊ก Poe Limkul ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า ดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก ฉบับภาษาอังกฤษ ชื่อ “The Study of Thai Traditional Architecture As a Resource for Contemporary Building Design in Thailand” สาขา Architectural Heritage Management and Tourism (International Program) มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) ปี ค.ศ.2009 ของนายวัฒนะ บุญจับ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร มีเนื้อหาบางส่วนไปเหมือนกับหนังสือ “Architecture of Thailand” ที่เขียนโดยนายนิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำปี 2544 สถาปนิกชื่อดัง และนายไบรอัน เมอร์เทนส์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Thames&Hudson ค.ศ.2006 พร้อมกันนี้เจ้าของเฟซบุ๊กได้ถ่ายภาพข้อมูลที่เหมือนกันของนายนิธิและนายวัฒนะขึ้นโพสต์เปรียบเทียบ โดยความคืบหน้าล่าสุด มศก.ได้สั่งให้คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลบัณฑิตศึกษาและคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หน่วยงานดูแลหลักสูตรปริญญาเอกดังกล่าว เร่งตรวจสอบข้อมูล หากคัดลอกจริงจะทำเรื่องเสนอสภามศก. เพื่อถอดถอนปริญญาบัตรต่อไปนั้น
เมื่อวันที่ 21 เมษายน น.ส.ปภาวี ลิมกุล อาจารย์ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (มกท.) เจ้าของเฟสบุ๊ค เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสนใจส่วนตัว โดยตนอยากซื้อบ้านเรือนไทยเก่า จึงหาข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงบ้านเรือนไทย วันหนึ่งไปเจอหนังสือมือสองของนายนิธิ จึงซื้อมาอ่าน อ่านจบก็สนใจเลยเสิร์ชข้อมูลต่อ ไปเสิร์ชเจอดุษฎีนิพนธ์ของนายวัฒนะ พบว่าบทที่เกี่ยวกับบ้านไทยเหมือนกับหนังสือของนายนิธิ จึงมาโพสต์ขึ้นเฟสบุ๊ค ไม่คาดคิดว่าจะมีการแชร์ข้อมูลกันไป เกิดกระแสในวงกว้างขนาดนี้ และในส่วนของนายชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมศก. ก็ได้มาตอบที่เฟสบุ๊ค 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดตอบว่าได้มอบให้ 2 คณะคือคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไปตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้ในแวดวงวิชาการ อาจารย์มีความรู้สึกเหมือนกันว่าเรื่องคัดลอกเป็นเรื่องร้ายแรง การนำเสนอข้อมูลของตนในครั้งนี้ ไม่ได้จะมาจับผิดคนคัดลอก แต่อยากสะท้อนให้สังคมช่วยกันคิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาบ้านเรา ทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงรอดพ้นมาได้ ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาธีซิสถึงไม่ตรวจสอบ ควรต้องมีผู้ร่วมรับผิดชอบที่ไม่ใช่เฉพาะผู้คัดลอกหรือไม่
“เจ้าของธีซิสใส่เฉพาะชื่อหนังสือ Architecture of Thailand ไว้ที่บรรณานุกรม แต่ไม่ได้ใส่ชื่อนายนิธิไว้ในบรรณานุกรม แล้วบรรณานุกรมกับเชิงอรรถก็มีความหมายต่างกัน บรรณานุกรมแปลว่าอ่านเล่มนั้นมา แต่ไม่ได้คัดลอกมาทั้งก้อน ขณะที่เชิงอรรถคือ การคัดลอกมาโดยใส่ชื่อไว้ที่เชิงอรรถ แต่กรณีนี้ถึงจะใส่ชื่อไว้ในเชิงอรรถ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี เนื่องจากมีการคัดลอกมาค่อนข้างมาก ในส่วนของธิซิสทั้งเล่มยังไม่ได้อ่าน แต่เท่าที่อ่านเฉพาะบทบ้านไทย พบว่าสารบัญและบทบ้านไทยเหมือนกัน” น.ส.ปภาวี กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่าควรถึงขั้นเพิกถอนปริญญาบัตรหรือไม่ น.ส.ปภาวี กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเหมือนค่อนข้างมากจึงน่าจะถึงขั้นเพิกถอนปริญญาบัตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับมศก.และระเบียบ ข้อบังคับของมศก.ว่าจะพิจารณากรณีนี้ถึงขั้นการเพิกถอนปริญญาบัตรหรือไม่ ส่วนที่ถามว่าเรื่องนี้อธิการบดีมศก. รับลูกค่อนข้างไว ขณะที่กรณีของน.ส.จตุพร ดอนโสม อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)บุรีรัมย์ ที่คัดลอกผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ค่อนข้างล่าช้านั้น ส่วนตัวมองว่าอาจเพราะกรณีของน.ส.จตุพร ปูทางมาแล้ว มศก.คงรู็สึกแล้วว่าเรื่องนี้ค่อนข้างรุนแรงและสร้างความเสียหาย พอมาเกิดกรณีนี้อีก จึงส่งผลให้มีการต่อยอดได้ไว
ด้านนายชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดี มศก. กล่าวว่า นายวัฒนะได้ติดต่อมายังคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ระบุว่าจะทำหนังสือยินยอมให้สภามศก.ถอดถอนปริญญาบัตรเพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยเกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนที่นายวัฒนะ บอกว่าได้ใส่ที่มาของบททบทวนวรรณกรรมว่ามาจากหนังสือของนายนิธิในบรรณานุกรมด้วย จะถือว่ายังคัดลอกหรือไม่นั้น หลักวิชาการตนไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากนัก แต่ไม่แน่ใจว่าที่ใส่ชื่อไว้ในบรรณานุกรม จะถือว่าเป็นการอ้างอิงหรือไม่ ซึ่งต้องให้ทางคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้น เป็นผู้ตรวจสอบ โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ
นายชัยชาญ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีที่ น.ส.จตุพร ทวงถามความคืบหน้าการลงโทษอดีตนักศึกษาคณะโบราณคดี มศก. ที่คัดลอกผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของน.ส.จตุพร นั้น ตนได้สอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังนิติกรที่ดูแลเรื่องนี้ พบว่าจดหมายของอดีตนักศึกษาปริญญาโท ยังไม่ชัดเจนว่า ให้สภามศก.ถอดถอนปริญญาบัตรได้ทันที โดยเป็นเพียงข้อความกว้าง ๆ ดังนั้นที่ผ่านมาทางนิติกรจึงยังไม่กล้าดำเนินการอะไร รอผลการสอบสวนให้มีความชัดเจนก่อน ดังนั้นหากเจ้าตัวยินดีให้เพิกถอนปริญญาจริง ขอให้เขียนหนังสือยินยอมส่งถึงตนโดยตรงอีกรอบ โดยขอให้ระบุข้อความให้ชัดเจนว่ายินยอมให้ถอดถอนปริญญาบัตร รวมถึงเหตุผลที่ยินยอมให้ถอดถอนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลานำเข้าสู่การพิจารณาของสภามศก. อย่างไรก็ตามการตรวจสอบกรณีคัดลอกวิทยานิพนธ์ ทั้ง 2 กรณี อาจต้องใช้เวลา เพราะต้องยึดตามหลักวิชาการ เพื่อไม่ให้ถอดถอนปริญญาไปแล้ว มีปัญหาภายหลัง

